Saturday, January 21, 2006

HongKong - ตามหา TRAM

เช้านี้อำลา ZenChen แล้วอากาศหนาวกว่าเมื่อวานอีกแนะ เอาเสื้อหนาวที่ซื้อมาใส่เลยดีกว่า

นัดกับคนขับรถ 8 โมงกว่าๆ แต่ร๊อรออยู่เกือบ 9 โมงแล้วทำไมยังไม่เห็นอีกแน่ะ พี่พีเลยไปโทรถาม Zinnia

ช่วงที่พี่พีไปโทรศัพท์ ก็เจอคนขับรถพอดี ไม่ใช่ Mr.ซิ่งแฮะ เขาบอกว่าไปจอดอยู่ที่อื่น มาตั้งแต่ 8 โมงแล้ว คลาดกันจนได้

มีคนข้ามประเทศกันเยอะมาก รถติดกันยาว รอการตรวจคนเข้าเมืองเนี่ยแหละ ขาออกจากจีนไม่ค่อยมีไร แต่ขาเข้าฮ่องกง ค่อนข้างเข้มงวด มีการตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายด้วย กลัวเป็นหวัดนกมั้ง

คนขับรถที่นี่ใจร้อน หรือว่าเครียดกันแน่ รถที่เรานั่งอยู่นั้น ตาคนขับให้รถอีก 2 คันแซงหน้าไปก่อน เห็นว่าเป็น Huawei แต่รถคันหลังๆเนี่ยซิ ไม่พอใจ ลงกันมา 3 คน ประมาณว่า คนที่หนึ่งลง คนที่สอง สาม ตามลงมากันเป็นแถว มาถึงก็ชี้หน้าด่าๆๆๆๆ (ฟังไม่ออก) ท่าทางเหมือนจะเอาเรื่อง ฉันรีบบอกเอ๋ รีบล๊อครถเร็วเข้า คุยกันในรถว่า พวกเราไม่เกี่ยวด้วยน๊า

พอผ่านกระบวนการตรวจคนเข้าเมือง ค่อยยังชั่ว ติดแหงกตรงนี้เป็นชั่วโมง รถวิ่งข้ามมาฮ่องกง ตรงมาโรงแรมชื่อ Dorsett Seaview Hotel อยู่ใจกลางเมืองเลยล่ะ


Dorsett Seaview Hotel

โรงแรมเล็กมากๆ Lobby เล็กๆมีคนเตรียมเช็คอินเช็คเอ้าท์อยู่หลายคน แต่ห้องพวกเรายังไม่เสร็จ พวกเราเช็คอินแล้วแต่กระเป๋าฝากไว้ก่อน ออกเที่ยวเลยล่ะกัน ตอนมืดค่อยเข้าโรงแรม

ที่นี่อากาศหนาวอ่ะ หนาวกว่า ZenChen อีก โชคดีจังซื้อเสื้อกันหนาวพอดีแถมซักเรียบร้อยแล้วด้วยอิอิ

ฮ่องกง ต้นตำรับตึกสูงๆ มองไปที่ไหนตึกสูงๆทั้งน้าน แต่รถเมล์เขาเดิ้นนะ มี 2 ชั้น มีโทรทัศน์ด้วย เบาะต่างๆดูสะอาด ไม่มีกระเป๋ารถเมล์ ขึ้นไปก็หยอดเหรียญ ไม่มีการทอนเงิน หยอดเกินได้แต่ห้ามขาด

พี่พีจะพาไป Stanley Plaza เป็นสถานที่ขายของเน้นของที่ระลึก เช่น ภาพวาดด้วยภู่กันจีน, ตัวหนังสือจีน, ภายถ่าย Hong Kong สมัยแรกเริ่ม, Magnet, Post Card, พวงกุญแจ อะไรทำนองเนี้ย

ต้องนั่งรถไฟฟ้าแล้วไปต่อด้วยรถเมล์ ก่อนที่จะขึ้นรถเมล์ พวกเราก็แวะกินข้าวเที่ยงกันก่อน เป็นเหมือนร้านอาหารญี่ปุ่น ราคา 76 HK

รถเมล์ฮ่องกง

นั่งรถเมล์ พวกเราไปนั่งที่ชั้น 2 ไปจนสุดสถานี รถเมล์วิ่งออกนอกเมือง ก็ดีได้ชมบรรยากาศรอบๆเมืองไปในตัว เห็นกระเช้าอยู่ไกลๆ

รถวิ่งขึ้นเขาไปเรื่อยๆ เห็นมีบ้านคนประปราย คนที่อยู่แถวนี้ได้คงมีกะตังค์
Stanley Plaza

ไปถึง Stanley Plaza สวยดีอ่ะ เดินๆดูๆ ถ่ายรูปไปด้วย แต่บางร้านติดป้ายไม่ให้ถ่ายรูป แต่ก็แอบถ่ายมาได้หลายรูปอยู่

Postcard & Magnet

ตัวหนังสือจีน

ฉันซื้อ postcard มา 2 ใบใบละ 2 HK และก็ซื้อ Magnet ใส่กรอบ ราคา 20 HK มาด้วย แต่ตอนหลังมาเห็นที่ใส่ปากกา สวยกว่าอ่ะ เอ๋ซื้อมา 20 HK เท่ากัน สุดท้ายก็ขอแลกกับเอ๋ อิอิ

อยู่ที่นี่ได้สักพักก็นั่งรถเมล์กลับมาที่เดิม พี่พีจะพาไป Victoria Peak เห็นว่าเป็นจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นเกาะฮ่องกงได้ทั้งเกาะ

พวกเราขึ้นบันไดเลื่อน ขึ้นไปเรื่อยๆเลยอ่ะ แวะถ่ายรูปเป็นระยะ ช่วงที่วิวสวยๆ เห็นมีตึกหนึ่งเป็นสถานีตำรวจ ตึกสวยมาก มารู้ตอนหลังว่า บันไดเลื่อนนี้ยาวที่สุดในโลกด้วยนาประมาณ 800 เมตร
แต่ไม่ใช่ว่าจะเป็นบันไดเลื่อนรวดเดียว 800 เมตรนะ เป็นช่วงๆ บางช่วงเป็นทางเดิน แต่ก็เหมือนต่อกันยาว

ออกมาจนสุดบันไดเลื่อน เห็นผู้ชาย 2 คนยืนอยู่ ตอนแรกนึกว่าเป็นเจ้าหน้าที่ แต่ดูอีกที ไม่ใช่แฮะ เหมือนเป็นพนักงานบริษัทเอกชนซักแห่ง ก็เลยสอบถามทางไปขึ้นรถราง (Tram) เพื่อไป Peak เอ๋เสนอว่า เรียกแท็กซี่ดีมั๊ย จะได้ไม่เสียเวลา แต่พี่พีลองสอบถามคนแถวนั้นแล้วว่า ให้ลองเดินไป

เดินอ้อมไปก็อ้อมมา เจอใครก็ถามเขาไปเรื่อยๆ ผ่านตึกต่างๆ สวนสาธารณะ โบสถ์ โรงเรียน แต่ไม่ถึง Tram ซักกะที
สุดท้ายเจอฝรั่งกับ(ดูเหมือน)สาวไทย สอบถามทางถึงได้รู้ว่า ใกล้จะถึงแล้ว ให้เดินอีกนิด (แต่พีพี่เกือบพาหลงอีกล่ะ ดีนะที่เรากะเอ๋ยืนฟังอยู่ด้วย)
สุดท้ายก็มาถึงจนได้ เมื่อยเหมือนกันนะเนี่ย มาที่สถานีเพื่อขึ้นรถราง คนเยอะเหมือนกันนะเนี่ย ต้องเข้าคิวต่อแถวกันยาวเหมือนกัน


ต่อแถวรอขึ้น Tram

ค่าบริการเที่ยวเดียวคนละ 20 HK ถ้าไปกลับก็ 30 HK ตกลงกันว่าไปเที่ยวเดียวก็แล้วกัน
ตอนรถรางวิ่งขึ้นไปเนี่ย บางช่วงชันมากๆ มีการค้างบางจุดให้นักท่องเที่ยวชมทัศนียภาพด้วย นั่งไม่ถึง 10 นาทีมั้งก็ถึงล่ะ

อากาศหนาวจริงๆ ลมพัดมาเย็นยะเยือก เสียดายตอนไปเนี่ย สัญลักษณ์ของ Victory Peak กำลังซ่อมแซมเลยถ่ายรูปออกมาไม่สวยแฮะ

สัญลักษณ์ Victoria Peak


เดินมาอีกหน่อย ก็จะเป็นจุดชมวิวที่ว่า และก็เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวมาถ่ายรูปกัน
Victoria Peak View

ที่นี่เขามีบริการถ่ายรูปแบบมืออาชีพให้ด้วย มี Notebook ตั้งโชว์รูปแบบมีอาชีพ อือม ถ่ายสวยดี แต่ไม่เอาพวกเราจะโชว์ฝีมือกัน
Victoria Peak View

Victoria Peak View

ถ่ายยากเหมือนกัน ลมแรง คนเยอะ ตอนที่ถ่ายเนี่ย โพล้เพล้แล้วล่ะ รอสักพักเริ่มมืด ตึกต่างๆเริ่มเปิดไฟกันล่ะ
ขากลับนั่งรถเมล์กลับ ตอนแรกว่าจะนั่งแท็กซี่ โชคดีหน่อยเดินออกมาจาก Victory Peak แล้วเจอรถเมล์พอดี

ขากลับนี่นั่งรถแล้วมึนๆแฮะ แย่กว่าตอนไปแม่ฮ่องสอนอีกอ่ะ อาจเป็นเพราะนั่งอยู่ชั้น 2 แล้วก็ฝีมือคนขับด้วยละ มึนหัวตึบเลย รถติดด้วย

กลับเข้าเมืองมาอีกครั้ง ว่าจะไป Tsim Sha Tusi เห็นว่าเป็นแหล่งชอปปิ้งอีกแหล่งหนึ่ง ไปขึ้นทีสถานี Hong Kong แล้วก็เดินไปสถานี Central ตรงนี้เดินไปไม่ต้องขึ้นรถ สถานีตรงนี้เป็นชุมทางของรถไฟสายสีเหลือง, ฟ้า, แดงและน้ำเงิน เป็นสถานีที่ใหญ่มาก



นั่งรถไฟฟ้าไปอีก 2 สถานี ก็ถึง ที่นี่คนเยอะมาก แสงสีเพียบ สาวๆที่นี่แต่งตัวเดิ้นน้อยกว่าสาว ZenChen แฮะ แต่เห็นคนแก่มาเดินตามท้องถนนด้วย
มื้อเย็น ว่าจะกินบะหมี่ร้อนๆซักกะหน่อย แก้หนาว ว่าแล้วก็เมียงมองเห็นร้านบะหมี่ เอ้าลองดู
ร้านนี้มีเมนูภาษาไทยด้วย แสดงว่าคนไทยมากินที่นี่เยอะแน่เลย สั่งบะหมี่เกี๊ยวมากิน ราคาชามละ 28 HK = 140 บาท จะบ้าตาย เมืองไทย 25 บาท กลับเมืองไทยจะกินให้ชุ่มเชียว


เมนูภาษาไทย

บะหมี่เกี๊ยวน้ำ140 บาท

เดินเที่ยวเล่นไปเรื่อยๆ แต่ไม่ได้ซื้อไร ของแพงอ่ะ จะซื้อรองเท้าให้แม่ ร้านริมถนน ราคา 130 HK จะบ้าเหรอ
คิดไปคิดมา นึกออกว่าน่าจะซื้อเชอร์รี่ดีกว่า เห็นมีคนมาขายข้างถนน สอบถามอาม่าได้ความว่า 1 ปอนด์(เขาไม่ได้ชั่งเป็นกิโลเหมือนบ้านเรา) ราคา 30 HK พอๆกับเมืองไทยนะ หรือว่าเราไม่รู้แหล่งซื้อ

กลับโรงแรม เช็คอินดีกว่า คืนนี้ พี่พีนอนกับเอ๋ เรานอนคนเดียว ราคาห้องต่างกัน แต่ไม่รู้เท่าไร
ห้องเล็กมากๆ แต่เอาน่า นอนคนเดียว ห้องพี่พียิ่งเล็กกว่า มี 2 เตียง ห้องก็ไม่มีทางเดินเลย แต่ห้องพี่พีมีตู้เย็น

ออกไปเดินซื้อน้ำ ไว้พรุ่งนี้เช้าต้มมาม่ากิน ซื้อมา 2 ลิตร ขวดละ 10 HK 2 ขวด 15 HK เป็นราคาโปรโมชั่น น้ำที่นี่ราคาแพงเหมือนกันนะ
ขากลับ เห็นข้างทางขายของเหมือนคลองถม มีร้านพวก sex shop ขายหลายร้านเหมือนกันนะ
หลับดีกว่า เหนื่อยทั้งวัน พรุ่งนี้ไม่ตื่นเช้าละ

Friday, January 20, 2006

ShenZhen – ชอปกระจาย เทหมดกระเป๋า

วันสุดท้ายที่ Huawei วันนี้ฝนตกจริงๆด้วยเหมือนที่ Peter บอกเลย กรมอุตุที่นี่แม่นเหมือนกันแหะ อากาศหนาวจริงๆ ยิ่งตอนลมพัด หนาวเย็นยะเยือก เสื้อกันหนาวที่เมื่อวานซื้อก็ดันเอาไปซักซะนี่

วันสุดท้ายไม่ค่อยได้เรียนไรมาก วันนี้เอ๋เอา Notebook ไปด้วย ลองเอาโปรแกรมที่เขียนไปคุยกับอุปกรณ์ ผลลัพธ์ที่ได้ก็เป็นไปอย่างที่คาดหวัง ค่อยยังชั่ว ไม่ได้กลับเมืองไทยมือเปล่าแล้ว

ก่อนกินข้าว มี test นิดหน่อย Peter ให้เปิดหนังสือได้แต่ห้ามถามกัน อันนี้อ่านข้อแนะนำหลังจากที่ถามคำตอบจากเอ๋เรียบร้อยแล้วอ่ะ บ้าจริง เดี๋ยวเขาจะว่าเราไม่ซื่อสัตย์เปล่าน๊า

หลังกินข้าวเสร็จ Huawei แจกใบ Certificate (นึกว่าจะไม่ได้ซะแล้วเรา), เสื้อยืดสีดำ เป็น Mask Opera, แล้วก็ ช้อนส้อมชุดหนึ่ง (แต่แหม Made in Korea เนี่ยซิ)

Zinnia ถามว่าพวกเราต้องการจะไปที่ไหนจะได้ให้คนขับรถไปส่ง schedule คร่าวๆก็คือ ไปซื้อหนังสือแล้วก็เอาของทั้งหมดไปเก็บที่โรงแรมแล้วก็ไป Dongmen (เราต้องเป็นฝ่ายนำเกมแทนพี่พี ม่ายงั้นเดี๋ยวได้แบกของทั้งหมดไปเดิน shopping เหมือนวันแรก)

มาเลือกซื้อหนังสือ ใช้เวลาพอสมควรเหมือนกัน เน้น Java กลับไปคงได้เขียนกันเป็นล่ำเป็นสันแน่เลย ซื้อมาประมาณ 8 เล่ม ราคาประมาณ 3 พันกว่าบาท ที่นี่เขาไม่รับ VISA Card นี่ขนาดร้านหนังสือที่ใหญ่ที่สุดนะเนี่ย พี่พีเลยจ่ายเงินฮ่องกงไป

กว่าจะมาถึง Dongmen ก็ประมาณเกือบ 6 โมงเย็นแล้วล่ะ เย็นวันศุกร์รถติดอ่ะ คนที่นี่ขับรถกันไม่ปรานีปราศรัยกันจริงๆ แทรกได้แทรกเอา ไม่ค่อยกดแตรด้วย แต่ไม่ใช่ว่าจะดีนะ คือแบบว่าบางทีรถวิ่งขับมาถึงตัวคนเดินแล้ว คนก็ยังเดินปรกติเหมือนคนที่นี่ไม่ค่อยกลัวรถยังไงก็ไม่รู้ เห็นลวดลายการขับรถของ Mr.ซิ่งแล้วก็... (Mr.ซิ่งเป็นชื่อที่พวกเราเรียกคนขับรถคนนี้ เขาขับรถได้ซิ่งแต่ถือว่าเก่งมากๆเลยล่ะ ดูดูแล้ว Mr.ซิ่ง เนี่ยเหมือนพี่ชายมากเลยล่ะ ว่าแล้วก็ถ่ายรูปเอาไว้ให้พี่ชายดูดีกว่า)

พี่พีถอยนาฬิกามาได้อีกเรือน ช่วงที่พี่พีดูนาฬิกาอยู่ พอดีเห็นเสื้อ Giodano วางขายอยู่ เข้าไปสอบถาม ได้ตัวละ 20 หยวน ก็ประมาณ 100 บาท OK น่ะ ซื้อเป็นของฝากละกัน ซื้อให้ปะป๊า แล้วก็ซื้อมาอีกตัวกะว่าจะใส่เอง แต่เอ๋นะซิ ซื้อเป็นสิบตัวได้มั้ง เอาไปฝากที่เพื่อนๆพี่ๆที่ทำงาน ด้วยละกัน นึกไรไม่ออกแล้ว แต่เสื้อ copy นี่ก็สวยดีนะ เทกันจนหมดกระเป๋าเลยอ่ะ เหลือเงินสำรองค่าตั๋วรถไฟอีกนิดหน่อยเท่านั้นเอง

เย็นนี้กินข้าวร้าน Fan Fan Noodle ร้านเดิม แต่วันนี้คนเยอะแฮะ สงสัยเป็นวันศุกร์ ไม่มีที่นั่งว่างๆ พอมีที่ว่างโต๊ะหนึ่งแต่มีสาวจีนอยู่หนึ่งคนนั่งอยู่ก่อนแล้ว

พวกเราเข้าไปนั่ง ฉันนั่งอยู่ฝั่งเดียวกับสาวจีนคนนั้น นั่งซักพักหลังจากสั่งอาหารแล้ว ก็เห็นสาวจีนนั่งกุมท้องอยู่เหมือนปวดท้องยังไงยังงั้น แล้วก็พูดกับเอ๋เป็นภาษาจีนอะไรสักอย่าง

พวกเราก็ไม่เข้าใจ แต่เอ๋ลองเดาว่า สงสัยเขาจะขอทาง จะเดินออกไป แล้วทำไมไม่บอกเราตรงๆอ่ะ แปลกจริง

สั่งอาหารยากอีกล่ะ สื่อสารกันไม่เข้าใจ พูดแต่ภาษาจีนอยู่ได้ พอเราบอกว่าไม่เข้าใจ ดันเขียนภาษาจีนให้เราอ่านอีก จะบ้าหรือไงฟ่ะ

ด้วยความที่สื่อสารไม่เข้าใจกัน ทำให้นึกถึงคนในสมัยก่อน อย่างอาหม้ากับม่ามี๊ ตอนที่มาเมืองไทยใหม่ๆ เมื่อ 60 ปีก่อน คงลำบากน่าดู

วันนี้กินข้าวไม่ work อ่ะ คือสั่งออกมาดันเป็นพวกไก่ผสมผงกระหรี่ ไม่ชอบอ่ะ มันไม่เหมือนในรูปเลย ในรูปเหมือนเป็นข้าวหมูแดง กินเหลือบานเลยอ่ะ หมดค่าข้าวไป 66 หยวน

ตัวเบาขึ้นเยอะ เงินหมดแล้ว หมดจริงๆ ลุ้นอยู่ว่าขอให้กลับถึงโรงแรมก็พอ

Thursday, January 19, 2006

ShenZhen – แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม

วันนี้เรียนประมาณครึ่งวันกว่าๆคือประมาณบ่าย 2 ก็เลิกเรียน ตอนเย็น Huawei จะพาไปเลี้ยงข้าว แต่ตอนนี้จะพาไปซื้อหนังสือ

Peter พาเดินมาอีกตึกหนึ่ง ไกลพอสมควร แต่อากาศเย็นดี เดินคุยกันไปเรื่อยๆเลยไม่ค่อยรู้สึกไกล ปรากฏว่า ไม่ค่อยมีหนังสือที่ต้องการ แถมเป็นภาษาจีนทั้งหมด


Huawei Land

ตอนเดินกลับ Peter พาเดินมาดู Testing Room ต้องเปลี่ยนเสื้อกับใส่ที่หุ้มรองเท้าเหมือนวันที่ไปดู showroom เห็น Testing Room แล้วทึ่งจริงๆนะ ถ้าเราเป็นคน Huawei คงภูมิใจนะ เมื่อประมาณ 10 ปีก่อน ส่วนใหญ่จะเป็นประเทศแถบยุโรป, เอเชียก็ญี่ปุ่น,สิงคโปร์ ที่เป็นบริษัท International มีศูนย์อบรมให้ลูกค้าได้เข้ามาอบรมแต่ ณ วันนี้ จีนก็มีเหมือนกัน เมื่อไรเมืองไทยจะทำได้แบบนี้บ้างจัง

รอ Zinnia จนถึง 6 โมง เธอ busy มากๆเห็นว่าต้องต้อนรับลูกค้าหลายราย
อาหารเย็นวันนั้น ได้กินอาหารจีน (โต๊ะจีน) กินภายใน Huawei น่ะแหล่ะ แต่ดูดีมากนะ เหมือนโรงแรมจัดเลี้ยงให้ลูกค้าโดยเฉพาะ พวกเราได้กระเป๋าคนละใบ เป็นกระเป๋าใส่ Notebook แต่มีล้อลาก ได้ยินว่าประมาณพันกว่าบาท ดูดีมากเลยล่ะ

อาหารเย็นวันนั้น ได้คุยกันหลายเรื่อง ทำให้ได้รู้อะไรอีกหลายอย่าง เป็นต้นว่า
• ทำไมคนจีนถึงกินเนื้อ แปลกใจมากเลยอ่ะ ทั้งที่โรงแรม, ศูนย์อาหาร,ร้านอาหาร แม้แต่อาหารมื้อค่ำวันนี้ก็มีเนื้อ ก็เลยถาม Zinnia กับ Peter (หลังจากแปลเป็นไทยแล้ว)

Lunar : ทำไมคนที่นี่ถึงกินเนื้อ
Peter : อ้าวแล้วทำไมถึงไม่กินล่ะ
Lunar : ก็ที่เมืองไทย คนไทยเชื้อสายจีนเขาไม่กินกัน เขานับถือ เจ้าแม่กวนอิม
Peter : คนที่นี่เขาไม่นับถือศาสนา หลายๆคนไม่มีศาสนา ผมก็ไม่นับถือศาสนาเหมือนกัน
Lunar : ????

Zinnia เคยมาเมืองไทย เธอถามพวกเราว่า ทำไมคนนั่งรถเก๋งส่วนใหญ่ไม่ค่อยล๊อกรถ เธอได้ยินมาว่า คนที่นั่น ไม่มีโจรเพราะเป็นเมืองพุทธ พวกเราบอกเธอว่า เธอคงเข้าใจผิดแน่เลย ฉันว่าคนส่วนใหญ่เวลานั่งรถเก๋งก็ล๊อครถกันนะ

Zinnia เล่าให้ฟังว่า ก่อนนี้เคยมี TOT มาอบรมเหมือนกัน ก่อนกลับมีอยู่คนหนึ่งให้จดหมายรักกับZinnia แต่เธอไม่ได้อ่าน ดูเหมือนเพื่อนร่วมงานหรือลูกน้องไรเนี่ยเอาไปอ่าน แล้วอีกตานั่นก็ยังโทรมาหาตอนประมาณ ตีหนึ่งอีก ก็เลยแกล้งแซว Zinnia ไปว่า อ้อก็หลังเที่ยงคืนราคาค่าโทรถูกลงครึ่งหนึ่งนี่นา

พี่พี complain เรื่องคนขับรถเมื่อวาน บอกว่าไม่ซีเรียสหรอก แต่บอกให้รับรู้เผื่อจะได้ป้องกันไม่ไปทำกับลูกค้ารายอื่น
Peter บอกว่าพรุ่งนี้ฝนจะตก อากาศจะหนาวลงอีก 2-3 องศา ให้เตรียมเสื้อผ้ามาให้ดีล่ะ

เย็นนี้ไม่ได้ไปไหนไกล กะว่าจะซื้อของฝากให้ที่บ้านกับที่ทำงาน ซื้อแถวๆโรงแรมละกัน เพราะกว่าจะกินข้าวเสร็จก็ 2 ทุ่มครึ่งละ Zinnia ฝากเงินไปให้เพื่อนที่โรงแรมที่เราพักด้วย

ฉันซื้อ Chocolate แล้วก็บ๊วยแบบจีน ก้อนโตๆ คิดว่าราคาถูกแล้วก็กินได้ทุกๆคน ซื้อก่อนแล้วกัน พรุ่งนี้วันสุดท้ายแล้ว เดี๋ยวจะไม่ได้ของฝากกัน เพราะส่วนใหญ่มัวแต่ดูนาฬิกากัน

ก่อนเข้าที่พัก เดินผ่านร้านขายเสื้อหนาว แต่เป็นแบบดูดีมีราคา คุณภาพดี ลดราคา 50% อ้อ ที่นี่เวลาเขาติดป้าย sale จำนวนเท่านั้นเท่านี้กี่เปอร์เซนต์ เนี่ย ความหมายคือ ขายกี่เปอร์เซนต์ ไม่ใช่ลดกี่เปอร์เซนต์ เช่น ติดป้ายว่า 30% หมายความว่า ราคาขายเหลือ 30% ซึ่งตรงข้ามกับบ้านเรา

วันก่อนพี่พีซื้อไปแล้วตัวหนึ่ง ฉันดูๆแล้วก็น่าสนใจดี คิดว่าซื้อดีๆสักตัว เสื้อกันหนาวที่ใส่เนี่ยก็เก่าแล้ว ตัวที่ดูเนี่ยมีฮูดด้วย แกะฮูดออกได้ด้วย ราคา 100 หยวน ฉันจ่ายเงินฮ่องกงไป เพราะเงินหยวนเหลือนิดเดียว แต่แบงค์ฮ่องกงเนี่ย ร้านนี้เขารู้จักแต่แบงค์ร้อย ฉันให้แบงค์ 50 ไป 2 ใบ ดูเหมือนเขาจะไม่ยอมเอา ต้องแลกแบงค์ร้อยกับเอ๋ เขาถึงจะยอมรับ ดีเลยพรุ่งนี้จะได้ส่ง Laundry ซักซะเลย

Wednesday, January 18, 2006

ShenZhen – ไท้กุ้ยเล่อ

วันนี้พวกเราได้เงินกันล่ะ คนละ 450 หยวน แต่ต้องเซ็นใบถ่ายเอกสารเงินทั้ง 5 ใบด้วยนา
ตอนไปเอาเงิน พวกเราสอบถามร้านขายหนังสือใน Huawei , Zinnia ชี้มาที่ตึกๆหนึ่งตรงข้าม training center เอาล่ะ เดี๋ยวกินข้าวเสร็จ จะมาซื้อหนังสือกัน

วันนี้พวกเราระดมซื้อ DVD กันยกใหญ่ ซื้อกับอาแป๊ะ 3 คนรวมกัน 100 หยวน ตกแผ่นละ 3 หยวนกว่าๆ ก็ไม่เกิน 20 บาท ถูกสุดๆ

พวกเรากะจะมาซื้อหนังสือ แต่พอเดินเข้าไปในตึกที่ Zinnia บอก เจ้าหน้าที่บอกว่าไม่มี (จริงๆเจ้าหน้าที่ไม่ได้บอก เพราะเขาพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ เฮ้อ อาศัยสอบถามพนักงานที่เดินไปเดินมา) อ้าวแล้ว Zinnia บอกอะไรพวกเราเนี่ย

2-3 วันที่อยู่ ZenChen ได้ภาษาจีนมาหลายคำ แต่คำที่ใช้บ่อยที่สุดคือ ไท้กุ้ยเล่อ แปลว่า แพงไป นอกจากนี้ก็มี

  • หนีห่าว - สวัสดี
  • ไจ้เจี้ยน – Bye Bye
  • เซี้ย เซี้ย – ขอบคุณ
  • ตั่วเฉ่าเฉียน – เท่าไร
  • ตี้เถี่ย ไจ้หนาหลี่ – สถานีรถไฟอยู่ที่ไหน
เอ๋ ถึงกับเอาคำว่า ไท้กุ้ยเล่อ มาล้อเลียน ทำนองว่า เวลาพูดกับคนจีน เจอหน้าก็ ไท้กุ้ยเล่อ อย่างเดียว คือประมาณว่า พวกเราพูดภาษาเขาได้ถนัดและคล่องที่สุดก็คำนี้แหละ

ก่อนกลับ ถ่ายรูปร่วมกันก่อน แต่ถ่ายแค่หน้าตึกได้เท่านั้น
เย็นวันนี้ พวกเราจะไปที่ Luohu บอกคนขับรถให้ไปส่งที่ Luohu ปรากฏว่าคนขับรถไปส่งที่ Dongmen พวกเราก็บอกว่าที่นี่มัน Dongmen นี่นา (ก็เมื่อวานเพิ่งมาเอง)

มารู้ตอนหลังว่า คนขับรถวันนี้เป็น outsource จากบริษัทข้างนอก ไม่ใช่คน Huawei จริงๆถ้าบอกพวกเราว่า รถติดให้นั่งรถไฟฟ้าไปอีก 2 ป้าย พวกเราก็ OK นะ แต่ไม่น่ามาทำกันยังงี้เลย นึกว่าพวกเราไม่รู้หรือไง

และแล้วพวกเราก็นั่งรถไฟฟ้าจนไปจนสุดสถานี ที่นี่เป็นเขตแดนระหว่างจีนกับฮ่องกง เห็นมีสถานีขนส่ง (รถไฟ) เหมือนหัวลำโพงบ้านเรา และก็มีเส้นทางสำหรับคนที่จะเดินทางไปฮ่องกง
สถานีขนส่ง

เห็น shopping center อยู่แห่งหนึ่ง ที่นี่แหละมั้งที่เขาบอกว่าเหมือน มาบุญครองบ้านเรา คาดว่าคนส่วนใหญ่ที่มา shopping จะมาที่ห้างนี้

ส่วนใหญ่จะขายนาฬิกา มีหลายเกรด หลายราคา แต่เอ๋ดูแล้วไม่ชอบใจ เหมือนกับคนขายไม่จริงใจ บอกให้เอานาฬิกาเกรด A มาให้ดู คนขายดันหยิบแต่ที่ไม่ใช่เกรด A มาให้ดู

พี่พีได้ ปากกาไปหลายด้าม เห็นว่าถูกดี ตกด้ามละ 100 บาท เห็นว่าซื้อไปฝากคนอื่น
แต่ไม่ค่อยชอบ shopping ที่นี่เลย คือคนขายเขาเห็นนักท่องเที่ยวอย่างเราเหมือนหมาป่ามองลูกแกะ เตรียมตระครุบยังไงก็ไม่รู้ ตั้งแต่ลงสถานีรถไฟฟ้าแล้วล่ะก็มีคนขายของบางร้าน มารับพวกเราไปที่ร้านของเขาเลยล่ะ แบบว่าเห็นนักท่องเที่ยว เอาใจสุดๆ แต่ก็น่ากลัว ยังไงก็ไม่รู้ เวลาเดินดูของอยู่ พอมองไป ร้านค้าต่างๆ พวกคนขายก็มองมาที่เราเป็นแถว บางคนพอเราเดินผ่านร้าน ก็มาฉุดกระชากเข้าร้าน ไม่ชอบจริงๆ

เย็นวันนั้น ไปกินข้าว ร้านอาหารสไตล์ฮ่องกง กินบะหมี่เหลืองผัด ก็อร่อยดี มื้อนี้หมดไป 93 หยวน

ร้านอาหารที่ LuoHo

ว่าแล้วพวกเราก็จะกลับไป Dongmen อีกครั้ง นั่งรถไฟฟ้าไป 2 สถานี ส่วนใหญ่แล้วจะอยู่แต่ร้านขายนาฬิกา พีพี่ซื้อนาฬิกาเรือนหนึ่ง ต่อรองกันนานมากได้ในราคา 130 หยวน คือคนขายของพาไปซื้อที่ชั้นบน สาวจีนคนนี้พูดภาษาอังกฤษ กับจีนแต้จิ๋วได้ เอ๋บอกว่านาฬิกาที่นี่ก็ OK แต่อยากได้ Patek Philippe ที่วันก่อนมาดูมากกว่า แต่สุดท้ายได้นาฬิกามาเรือนหนึ่งแต่ไม่ใช่นาฬิกาที่อยากได้ เฮ้อ เกิดข้อผิดพลาดทางเทคนิค ช่วยไม่ได้แฮะ เป็นเราละก็ ไม่สนอ่ะ ถ้าอยากได้ ก็ซื้อ ไม่สน

เรามองหาของฝาก ก็เพิ่งซื้อได้อย่างเดียวเอง แต่มองไปมองมา ก็มีแต่เสื้อผ้าหนาๆอยู่ดี จะซื้อนาฬิกา ก็เพิ่งซื้อให้ปะป๊าไป

ตอนขากลับ ขึ้นรถไฟฟ้าเที่ยวสุดท้ายประมาณ 5 ทุ่ม เกือบต้องนั่งแท๊กซี่แล้วซิ กลับถึงโรงแรม 5 ทุ่มครึ่ง เหนื่อยสุดๆ

Tuesday, January 17, 2006

ShenZhen – ทำไมไม่พูดอังกฤษ - ทำไมไม่พูดจีน

วันนี้ Zinnia เอาบัตรกินข้าวกลางวันมาให้คนละ 4 ใบ จะไปเบิกเงิน 450 หยวนแต่ไม่ได้เอา Passport มา แต่ถึงยังไงก็เบิกไม่ได้เพราะวันนี้ office ปิด แย่จัง
แวะร้าน DVD ซื้อ Lord of The Ring ทั้ง 3 ภาค ราคา 25 หยวน

กลางวัน พวกเราไปดู Showroom ของ Huawei มีอีกกลุ่มไปด้วย เหมือนพวกศรีลังกา, บังคลาเทศ ไรทำนองเนี้ย

Showroom เขาทำได้ดีเหมือนกัน มี Product ต่างๆ มีอุปกรณ์ให้ลองเล่นด้วย ที่นี่วิทยากรจะพูดใส่ไมด์ แต่ละคนจะได้รับแจกหูฟัง ก็ดีนะ วิทยากรไม่ต้องตะโกน เสียงก็ไม่ต้องกวนกัน ถ้ามีหลายกลุ่ม แต่ถ้าเดินออกนอกบริเวณคลื่นความถี่ เสียงจะซ่ามากๆ

เรื่องรูปไม่ต้องพูดถึง ถ่ายไม่ได้อยู่แล้ว แต่ดูเหมือนอีกกลุ่มเน้นถ่ายรูปอยู่ได้ เดี๋ยว Heawei จับขังหรอก
นอกจากนี้ก็ไปดูโรงงานผลิตบอร์ดต่าง ดู Product Line, Logistic, Data Center ดูเสร็จก็เลิกเรียนพอดี

เย็นนี้จะไปเดินเที่ยวที่ Dongmen วันนี้ไม่ได้แบก notebook มาด้วย เดินได้ถึงไหนถึงกัน

ออกจาก Huawei ขึ้นทางด่วน ขับมาได้สักพัก เห็นคนใส่สูทยืนฉี่กลางถนน – โอ้ My God กลางวันแสกๆบนทางด่วน ผู้ชายใส่สูทเนี่ยนะ ยืนฉี่กลางทางด่วน



Dongmen

Dongmen


Dongmen นี่แหล่ง shopping พวกเสื้อผ้า, นาฬิกา ว่าจะไปดูซักหน่อย เผื่อซื้อเสื้อผ้า copy brand name ราคาถูกๆ

คนที่นี่เยอะจริงๆ เยอะกว่าที่ Siam Center บ้านเรามาก ดูเหมือนมีแต่หนุ่มสาวมา shopping ไม่รู้มาจากไหน ดูคึกคัก เหมือนกับว่าจะปิดถนนด้วยนะเนี่ย

เพิ่งจะสังเกตุว่า ไม่ค่อยได้เห็นคนแก่ มีแต่หนุ่มสาว, วัยรุ่น หรือว่าเมืองนี้เป็นเมืองคนทำงาน เป็นเขตเศรษฐกิจปกครองพิเศษของจีน หรือว่าบริเวณแถวนี้ คนแก่ไม่ออกมาเดินกัน

สาวๆที่นี่แต่งตัวกันเริ่ดมาจริงๆ แต่ก็เหมือนๆกันหมด ดูเหมือน copy จากญี่ปุ่นยังไงก็ไม่รู้ แบบนี้ก็ไม่มีเอกลักษณ์ของตนเองนะซิ

วันนี้ เวลาส่วนใหญ่จะหมดไปกับร้านนาฬิกา เฮ้อ เราไม่ได้ซื้อซักกะหน่อย แต่ก็นะ ตามๆเขาไป

เห็นเอ๋ถูกใจนาฬิกา Patek Philippe ดูๆก็สวยคลาสิคดี ต่อราคามาได้ 180 หยวน แต่เอ๋อยากต่อให้ได้ 150 หยวน คนขายไม่ยอมขาย เลยไม่ได้ซื้อมา

เออ สังเกตุอย่าง คนที่นี่สงสัยชอบกินอ้อยกันอ่ะ เวลาขาย เขาจะขายอ้อยเป็นลำยาวๆประมาณเมตรกว่าๆ เหมือนไม้เท้าตีสุนัขเลย วางขายใส่ถัง พอมีคนซื้อ ก็จะปลอกเปลือก แต่ไม่เห็นตอนกินนะซิ จะกินยังไงเนี่ย ไม่เห็นตัดเป็นชิ้นๆเหมือนบ้านเรา

อ้อย ขายกันเป็นลำ

พุทราเชื่อม

บริเวณแถวนั้น ถ้าใครจะกินก๋วยเตี๋ยวซักชาม ต้องซื้อหน้าร้าน แล้วนั่งยองๆกิน เห็นคนนั่งกินเต็มไปหมด
ก๋วยเตี๋ยว นั่งยองๆกิน


อ้อ สังเกตุเห็น trend อย่างหนึ่งมาแรงแฮะ แต่บ้านเราช่วงนี้ซาลงแล้ว ก็คือ ต่อเล็บ เพ้นท์เล็บ ส่วนใหญ่จะเรียกลูกค้าโดยโชว์รูปลวดลายต่างๆของเล็บที่เพ้นท์แล้วให้ลูกค้าดู แต่เสียใจนะ เราไม่สน

วันนี้ได้ซื้อกี่เพร้าให้น้องปอนด์ ราคา 30 หยวน ต้อนรับตรุษจีน ที่นี่หาซื้อเสื้อผ้ายากจริงๆ เพราะเสื้อส่วนใหญ่จะหนาๆทั้งนั้น ซื้อกลับเมืองไทยคงไม่ได้ใช้แน่ๆ แล้วเสื้อแบรด์เนมทั้งหลายที่คนเขาพูดกัน ก็ไม่มี มีแต่ลายแก่ๆอ่ะ

เย็นนี้พวกเราดินเนอร์กันที่ร้านอาหารญี่ปุ่นชื่อ Fan Fan Noodle กะว่าจะสั่งบะหมี่มากิน แต่พอสั่งแบบชี้ในรูป ได้มาไม่เหมือนกับที่สั่ง คุยกับผู้จัดการร้านอาหาร ก็ไม่รู้เรื่อง ถามว่า Pork เขาบอกว่า Pig เฮ้อ..กรรม

Fan Fan Noodle

ทำไมคนที่นี่พูดภาษาอังกฤษกันไม่ได้เลยอ่ะ คือร้านอาหาร ร้านขายของ พูดเล็กๆน้อยๆก็ไม่ได้ ติดต่อสื่อสารไรก็ไม่ได้เลย แม้แต่วันก่อนจะสอบถามเส้นทางกับวัยรุ่น ก็พูดไม่ได้ ทำให้ความสนุกลดลงไปเยอะ

แล้วตอนเราพูดไม่ได้ เขาก็ยังพยายามจะพูดภาษาจีนกับเราอยู่นั่นแหละ แถมยังมองเราแปลกๆ ทำนองว่า ทำไมเราไม่พูดภาษาจีน สงสัยมองหน้าตาเราแล้วก็งงว่า คนจีนคนนี้ทำไมพูดจีนไม่ได้ อาหารเย็นวันนี้ทั้งหมดราคา 69 หยวน พี่พีบอกอร่อย แต่เรารู้สึกธรรมดาอ่ะ

Monday, January 16, 2006

ShenZhen – ขากถุย

วันนี้วันแรกที่ Huawei พี่พีนัดกินข้าวเช้า 7 โมง ที่ชั้น 2 ของโรงแรม ปรากฏว่า เอ๋ตื่นสาย เราไม่ได้โทรไปปลุก โทรปลุกแต่พี่พี แต่เมื่อคืนก็นอนไม่ค่อยหลับ ต้องใช้มือถือช่วยปลุก (เกือบตั้งเวลาผิดเป็นเวลาที่เมืองไทยไปซะนี่) (อ้อ อีกอย่าง โรงแรม 5 ดาวที่นี่นะ โทรระหว่างห้องต้องผ่านโอเปอเรเตอร์ด้วย ทำให้ไม่ค่อยอยากโทรเลยอ่ะ)

รปภ.โรงแรม โปรดสังเกตุไม้กระบอง

บริการขัดรองเท้า

วันนี้นั่งรสบัสขนาดกลาง มีชาวไนจีเรียผิวดำไป training ด้วยเหมือนกัน รู้สึกว่าเอ๋จะชอบใจพวกไนจีเรียกลุ่มนี้นะ ก็ทำให้เอ๋ดูขาวขึ้นเป็นกอง ทำเป็นเรียกพวกนั้นว่า ไอ้มืด อ้อวันนี้พวกเราเอา Notebook ไปด้วย

ต้องนั่งรถไปประมาณครึ่งชั่วโมง ขึ้นทางด่วนไปด้วย ทางด่วนของที่นี่เขาเก็บเงินโดยขาขึ้นเจ้าหน้าที่จะยื่นบัตรต้นทางให้คนขับ พอถึงปลายทางคนขับก็ยื่นบัตรให้เจ้าหน้าที่ เพื่อจะได้รู้ว่าขึ้นจากที่ไหน แล้วเก็บค่าบริการ

ไปถึง Huawei ที่นี่กว้างขวางมาก เหมือนเป็นอีกเมืองเลย ดูสะอาด กว้างขวาง จะแบ่งพื้นที่เป็น Zone เช่น A,B,C Zone Training คือ Zone j

Huawei - บริเวณโรงแรมที่กินข้าวเที่ยง

Huawei - บริเวณโรงแรมที่กินข้าวเที่ยง


สาวสวยที่มาต้อนรับชื่อ Zinnia พาไปห้องเรียนที่ชั้น 3
อาจารย์ที่มาสอนชื่อ Peter แต่ดูเด็กมาก ดูเหมือนอายุไม่น่าเกิน 26 , Zinnia เข้ามา guide เรื่องต่างๆของการใช้ชีวิต แนะนำสถานที่ shopping, และพวกเราจะได้เงินจาก Huawei วันละ 90 หยวน 5 วันก็ 450 หยวน เบิกได้วันพรุ่งนี้ อ้ออีกอย่าง Huawei ออกค่าซักผ้าด้วย ดีจัง

จริงๆแล้ว ที่ Huawei เขาไม่ให้เอา Notebook มา, Flash Drive ก็ไม่ได้ เหมือนเคยมีคนมาอบรมแล้วแอบขโมยเอา เอกสาร, source code ออกไป แต่ไม่เป็นไร สำหรับ notebook ที่พวกเราเอามาวันนี้ Zinnia เอาสติ๊กเกอร์ของ Huawei มาติดให้ ทำให้พวกเราเอา notebook มาได้ แต่ถ้าใครเอากระเป๋าใหญ่ๆมา ก็ยังต้องให้เจ้าหน้าที่ตรวจตอนขาออกอยู่ดี

กลางวัน กินข้าวที่ Training Center เดินจากที่เรียนไปประมาณ 10 นาที แต่อากาศเย็นดี เดินได้สบายๆ วันแรกนี้ทั้ง Zinnia กับ Peter ไปกินข้าวพร้อมกับพวกเรา

ตรงข้ามกับร้านอาหาร มี DVD ขายเต็มไปหมด ราคา 4-6 หยวน ถูกจัง แต่วันนี้ยังไม่ซื้อ ดูดูไปก่อน ถ่ายรูปบริเวณแถวที่ขาย DVD แต่ดูเหมือน Peter บอกไม่ให้ถ่ายรูป ไม่น่านะ ไม่เห็นมีไรเลย เซ็งๆเหมือนกัน กลางวันที่นี่มีวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง คือพนักงานจะนอนกลางวัน กลับมาจากกินข้าว เห็นพนักงานหลับกันเป็นแถว เคยได้ยินมาเหมือนกันว่าจะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานในช่วงบ่ายดีขึ้น TRUE น่าจะทำอย่างนี้บ้างนะ

หลังเลิกเรียน วันนี้จะไป Huaqiangbei เป็น shopping area พี่พีจะไปซื้อ IC ก่อนไป Zinnia บอกให้ระวังเงินปลอม ซึ่งที่นี่จะเยอะมาก แล้วก็สอนวิธีดูเงินปลอม ให้ระวังตอนทอนตังค์ให้ดี

Huaqiangbei

Huaqiangbei


ตอนแรกนึกว่าจะกลับโรงแรมเอา Notebook ไปเก็บก่อน ที่ไหนได้ ออกจาก Huawei ก็ไปกันเลย แบกเจ้า Notebook นี่ไปด้วย

ไปที่อาคารแห่งหนึ่ง เห็นว่าเป็นแหล่งขาย electronic พี่พี เที่ยวตามหา IC ที่ว่า แต่ดูเหมือนหาหลายร้าน ก็ไม่ได้ซักกะที หายากมากๆ

คนที่นี่สูบบุหรี่กันหนักมากๆๆ ขนาดอยู่ในห้องแอร์ ดูเหมือนจะสูบบุหรี่กันถ้วนหน้า ควันขโมงไปหมด เดินได้ชั่วโมงกว่าๆถึงสองชั่วโมง มึนไปหมด ตัวเหม็นไปด้วยบุหรี่

เอ๋กับพี่พี ได้ PCMCIA – Lan มาคนละใบ สรุปว่าหาซื้อ IC ไม่ได้
เย็นนั้น กิน KFC เป็นเช็ตใหญ่ 78 หยวน เดินจนเดินไม่ไหว ก็เจ้า notebook นี่ด้วย ไม่รู้จะแบกมาด้วยทำไม
เดินเที่ยวกันซักพัก หาทางขึ้นรถไฟฟ้า ระหว่างทางเจอร้านอาหารจีน หน้าร้านมีของทะเลวางอยู่ ตัวนี้ไม่รู้ว่าอะไรเนี่ยซิ

ภายในสนามบินสุวรรณภูมิ


กลับถึงโรงแรมประมาณ 2 ทุ่มครึ่ง ตอนแรกว่าจะอาบน้ำนอนแล้วนะ พี่พียังฟิตอยู่ ออกไปเดินอีก เอ้าไปก็ไป เดินรอบๆโรงแรมนั่นแหละ

คนที่นี่เนื่องจากสูบบุหรี่กันมาก ทำให้ต้องขากเสลดกันบ่อยๆ เดินไปเดินมาต้องระวังให้ดี เดี๋ยวโดนเสลดใครเข้า อีกอย่างคนที่นี่นึกอยากทิ้งขยะตรงไหนก็ทิ้ง สงสารคนกวาดขยะ ยังงี้กวาดยังไงก็ไม่หมด

อีกเรื่องที่เห็นแล้วไม่ประทับใจเลย ก็คือ บริเวณกำแพง , ถนน จะมีเขียนเหมือนโฆษณา พร้อมกับเบอร์โทรศัพท์เต็มไปหมด (เบอร์โทรศัพท์ที่นี่ 8 หลักบวกรหัสเมือง 3 หลัก เป็น 11 หลัก แต่เขียนติดกันเป็นพรืด)

หมายเลขโทรศัพท์เขียนบนพื้นถนน

เดินผ่านสะพานข้ามถนน ระหว่าง A-Best กับตึกฝั่งตรงข้าม ก็คือสะพานที่วันแรกมาเดิน กลางคืนมีของขายเต็มไปหมด เดินๆต้องระวังกระเป๋าเหมือนกัน ซื้อ DVD เพลงมา 2 แผ่น เจอคนขายของเป็นอาม่า แต่ไม่แก่มาก พูดจีนแต้จิ๋วได้ด้วย บอกให้ระวังกระเป๋าตังค์ด้วย แวะซื้อ มาม่าของท้องถิ่นมาลองกิน ถึงที่พักเหนื่อยจริงๆวันนี้

Sunday, January 15, 2006

ShenZhen – No Photo Land

และแล้ววันนี้ก็เริ่มออกเดินทางไป ShenZhen ไปดูระบบ Line-Test ที่บริษัทมีโครงการจะซื้อมา implement เอง ไปกัน 3 คน

ไปถึงสนามบินยังไม่ 6 โมงเช้าเลย ก็เครื่องออก 8:00 น.นะซิ ไปถึงก็รอ เอ๋กะพี่พี นัดกะเอ๋ว่าเจอกันแถวๆ KFC (แต่สงสัยจะจำผิด คราวที่แล้วไปสิงคโปร์ไป terminal 2 แน่เลย KFC ตรงนั้นจะมีบริเวณให้นั่งด้วย)

นั่งรออยู่แถวๆที่สนามบินจัดให้นั่ง บังเอิญจังเจอคุณต๋อยที่เป็นไกด์ตอนไปแม่ฮ่องสอน เห็นว่ามาส่งลูกค้า นั่งรอเอ๋สักพัก คุณต๋อยก็ขอตัวไปหาลูกค้าก่อน เลยไม่ได้เจอเอ๋เลย

สักพักหลังจากเจอเอ๋ กะพี่พี พี่พีแลกเงินฮ่องกง แต่ไม่แลกหยวนไปเลยอ่ะ เห็นอัตราแลกเปลี่ยนแล้วก็น่าตกใจ ราคาขาย 5 กว่าๆ ราคารับซื้อคืน 4 กว่าๆ ต่างกันตั้งบาทแน่ะ ดีนะที่เราแลกมานิดหน่อย (ตอนไปแลก 1 หยวน=5.22 บาท, 1 HK = 5.14 บาท)

เสร็จสรรพ ไปต่อแถวเช็คอินเลยดีกว่า แต่ทว่าทำไมมันเป็นแบบนี้หล่ะ นี่หรือแถวการบินไทย พี่พีบอก Row4 แต่ว่าเราดูแล้วนาว่า row 2 แต่เอาก็เอา row 4 ก็ได้อ่ะ แต่สิ่งที่เห็นคือ คนเยอะแล้วแถวก็ไม่เป็นระบบ เปิดแค่ counter เดียว แต่มีตั้งหลายเที่ยวบินมาต่อแถวเดียวกัน ทั้งออสเตรเลีย, ฟิลิปปินส์, ฮ่องกง และก็อีกสารพัด ยืนได้ประมาณชั่วโมง ท่าจะไม่ไหวแล้วอ่ะ จะขึ้นเครื่องทันมั๊ยเนี่ย

อย่าดีกว่า ลองไปดู row อื่นดีกว่า ปรากฏว่า row 2 ก็เช็คอินได้เหมือนกัน เฮ้อ กว่าจะ เช็คอินเสร็จก็จวนเจียนแล้ว เจอท่านประธานเจ้าสัวด้วย สงสัยไปเมืองจีน หรือเปล่าน๊า

กว่าจะเข้าไปข้างในได้ก็ 8 โมงแล้วล่ะ เที่ยวบินเลื่อนการเดินทางเป็นแถวๆ แต่เที่ยวบิน TG600 ที่จะไปฮ่องกงของเราเนี่ยไม่ delay แค่เลื่อนเวลาไปครึ่งชั่วโมง ก็ยังดี

ต้องนั่งรถบัสไปขึ้นเครื่องด้วย นึกว่าสมัยนี้ไม่ต้องมีแบบนี้แล้วนะ (เคยนั่งแบบนี้เมื่อ 13 ปีก่อนโน้น)

บนเครื่อง อาหารเสริฟช้าจริง นั่งไปเกือบชม.แล้วนะเนี่ย หิวตาลายแล้วนะ
อาหารการบินไทย ไม่ค่อยอร่อยอ่ะ ทำไมมันผิดคาดแบบนี้ แถมทำไมไม่เสริฟน้ำพร้อมกับอาหารล่ะ กินแล้วติดคอจะทำไงเนี่ย

กว่าจะกินเสร็จ ก็เกือบจะถึงล่ะ เลยไม่ได้นอนกันพอดี บริการดีจริงจริ๊ง การบินไทยเนี่ย
ถึงฮ่องกงประมาณเที่ยงกว่าๆแล้ว หลังจากปรับนาฬิกาให้เดินเร็วขึ้น 1 ชม. ที่สนามบิน เจอคนหัวเหว่ยมารับ ได้นั่งรถของ CEO ด้วยนา หรูเชียว แต่ไม่รู้ว่ายี่ห้อไรอ่ะ


สะพานเชื่อมต่อฮ่องกงกับเซิ่นเจิ้น

รถที่นี่เขามี 2 ทะเบียน ฮ่องกงกับจีน ก็ดีนะเดินทางไปมาระหว่าง 2 ประเทศสะดวกดี
ป้ายรถยนต์ 2 ทะเบียน

ใช้เวลาตรวจคนเข้าออกเมืองไม่นานนัก ออกจากฮ่องกง เข้าจีน โอ้โฮ วันเดียว เหยียบตั้ง 3 ประเทศเลยนะเนี่ย
ด่านตรวจคนเข้าเมือง

ด่านตรวจคนเข้าเมือง

ได้ยินคนขับรถบอกว่า ถ้ามาด้วยรสบัสแบบทัวร์ จะต้องลงจากรถ เพราะเจ้าหน้าที่จะมาตรวจรถ แล้วเดินไปขึ้นรถอีกฝั่ง แต่ถ้ามารถเก๋งธรรมดาละก็ ไม่ต้อง

และแล้ว ก็มาถึง ZenChen บ้านเมืองเขามีแต่ตึกสูงๆ แน่นๆ เหมือนฮ่องกงเลยอ่ะ ไม่น่าเชื่อ เมืองชายแดนจะเจริญแบบนี้

ตัวเมืองเซิ่นเจิ้น

คนขับรถพามาส่งที่ Grand View Hotel หรือ Jingxuan Grand Hotel อยู่ในตัวเมืองเลยอ่ะ เห็นว่าเป็นโรงแรม 5 ดาวด้วยนะ ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้า Gang Xia ก็ดีแสงสีเยอะดี
Grand View Hotel


ได้พักกันคนละห้อง ห้องของเรา 2014
เก็บของเสร็จ ก็เริ่มออกไปเดินกันละ แถวๆโรงแรมเนี่ยมีห้างใหญ่ๆชื่อ A-Best ลองเดินเข้าไปสำรวจกันหน่อย

คนเยอะจริงๆ ดูสับสนวุ่นวาย คงเพราะใกล้ตรุษจีนด้วยมั้ง ไปที่ไหนเห็นตกแต่งร้านด้วยของตรุษจีน แดงไปหมด

มีอย่างหนึ่งเห็นแล้วแปลกดี เห็นคนเขามุงๆทำไรกันอยู่ พอเดินเข้าไปดู เห็นคนที่นี่กำลังเลือกเมล็ดก๊วยจี๋กัน เลือกกันขมักเขม่นเลยล่ะ บ้านเราจะซื้อก็ซื้อเลย ไม่มีใครมาเลือกทีละเม็ดหรอก

เลือกเมล็ดก๊วยจี๋

สังเกตุสาวๆที่นี่แต่งตัวกันเดิ้นมากๆ รองเท้าบู๊ตกันทุกคน ดูแต่ละคนเหมือนออกมาจากแค็ทตาล๊อกเหมือนๆกันไปหมดเลย

ลองไปนั่งรถไฟฟ้าใต้ดิน แต่ที่นี่เขาไม่ให้ถ่ายรูปอ่ะ เวลาเราจะถ่ายรูป คนที่นี่จะดูเราด้วยสายตาแปลกๆ ทำไมเหรอ ไม่เคยเห็นหรือไงเนี่ย

ตอนแรกว่าจะถ่ายรูปเส้นทางสถานีรถไฟฟ้า แต่คุณยามเขาไม่ให้เราถ่ายรูป เราเลยมั่วนิ่มว่าจะไปสถานที่ที่ซื้อ DVD เขาแนะนำให้นั่งไปอีก 2 สถานี

สัญลักษณ์ Metro - รถไฟฟ้าใต้ดิน

ค่ารถไฟฟ้าที่นี่ถูกกว่าบ้านเรา ราคาสูงสุดแค่ 4 หยวน ก็ 20 บาท นั่ง 3 สถานีราคา 2 หยวน
ไม่รู้ตรงนี้เรียกว่าอะไร แต่มีตึกสูงๆขายของ Electronic เข้าไปดูเห็นมี MP3, MP4 ขายเต็มไปหมด ราคาไม่แพง แต่ไม่รู้ว่าจะใช้ได้อ่ะเปล่าเนี่ยซิ

เดินที่นี่ได้ซักพัก เกือบ 5 โมงเย็น กลับโรงแรมไปกินข้าวเย็นดีกว่า วันนี้ได้กินบุฟเฟต์ที่โรงแรม
บุฟเฟต์เนี่ย หลากหลายจริงๆ แต่มีเนื้อตั้งหลายจาน เนื้อแกะก็มี แถมหูฉลามก็มีแต่วิญญาณมั้ง ทั้งหม้อ เห็นมีเส้นๆไม่กี่เส้น กินเสร็จ ออกไปตระเวนรอบดึกอีกครั้ง คราวนี้เอาแถวๆโรงแรมแล้วกัน

เดินออกจากโรงแรมนิดหน่อย เห็นนักดนตรีวณิพก นั่งเล่นดนตรีมีทั้งสีซอ ขลุ่ยจีน พอฉันถ่ายรูป คนแถวนั้นมองเราเหมือนเราเป็นคนแปลกยังไงก็ไม่รู้

กลุ่มดนตรีวณิพก

ไม่น่าเชื่อเลยแฮะ ใกล้ๆบริเวณโรงแรมที่สุดหรู ข้างหลังจะเป็นเหมือนแหล่งชุมชน ผู้คนดูอาศัยแออัดยัดเยียด ตึกสูงๆ มีเสื้อผ้าตากยื่นออกมาจากระเบียงเต็มไปหมด

เห็นมีร้านเสริมสวย เห็นคนที่นี่เขาให้บริการสระผมเหมือนที่ฮ่องกงเลยอ่ะ คือนั่งสระกันที่เก้าอี้ สระเสร็จถึงจะไปล้างน้ำข้างหลัง เอ.. น่าลองบ้างจัง

พวกเราเดินเข้าไปในซอยเล็กซอยน้อย น่ากลัวเหมือนกันแฮะ ได้เห็นสภาพชีวิตจริงของคนที่นี่ ด้านนอกความเจริญสุดๆ แต่ด้านในคุณภาพชีวิตกลับตรงข้าม

เดินตระเวนรอบๆได้สักพัก กลับโรงแรมไปนอนดีกว่า

Saturday, January 07, 2006

Madagascar

วันนี้ ไม่ได้ออกไปไหน นั่งแก้ไข code จนถึงเย็น ไม่ไหวล่ะ หยิบ DVD มาดูดีกว่า ที่เช่ามาจากคุณเอกตั้ง 4 เรื่อง ตั้งแต่ปีใหม่ (กะว่าไม่ได้ไปไหน) ก็ยังไม่ได้ดูซักเรื่องเลย เอาเรื่อง Madagascar ก่อนล่ะกัน

ชื่อมาดากัสการ์เนี่ย พักหลังได้ยินบ่อยๆ ก็หลังจากการ์ตูนเรื่องนี้ออกฉาย แล้วก็ได้ยินมาว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกแหล่งที่กำลังมาแรง เพราะเป็นเกาะที่มีสัตว์, พืชพรรณแปลกๆ อยู่มาก วันก่อนดูรายการ กบนอกกะลา เกี่ยวกับเรื่องพลอยเมืองจันท์ ก็ทำให้รู้เพิ่มมาอีกว่า พลอยอีกแหล่งของโลก ก็อยู่ที่ มาดากัสการ์เนี่ยเอง

เรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับสัตว์ 4 ตัวคือ Alex (สิงโต), Marty (ม้าลาย), Gloria (ฮิปโปโปเตมัส) และ Melman (ยีราฟ) ที่อาศัยอยู่ในสวนสัตว์แห่งหนึ่งในนิวยอร์ค โดยมี Alex ถือว่าเป็นดาวเด่นของสวนสัตว์แห่งนี้

เมื่อวันครบรอบวันเกิดปีที่ 10 ของ Marty เขาเกิดอยากกลับไปอยู่ป่า ด้วยความคิดที่ว่า เขาเป็นสัตว์ที่ควรจะอยู่ที่ป่ามากกว่าสวนสัตว์

คืนนั้นเองเขาแอบหนีจากสวนสัตว์ขึ้นรถไฟเตรียมจะไปที่ป่าแห่งหนึ่ง แต่เขาก็หวังแต่เพียงจะออกไปเที่ยวเล่นซักคืนหนึ่งแล้วกลับมา
เมื่อเพื่อนๆของเขารู้ว่า Marty หนีหายไป ก็เที่ยวออกตามหา แต่เนื่องจาก Alex เป็นสิงโตที่คนทั่วไปกลัวกัน กลุ่มของเขาทั้งหมดจึงถูกจับ โดยที่ยังไม่ได้ออกจากนิวยอร์ค

พวกเขาทั้งหมดเตรียมถูกส่งไป ป่าแห่งหนี่งที่แอฟริกา แต่เกิดการ Hijak จากเหล่านกเพนกวิน ที่ปล้นเรือแล้วจับกุมกัปตันเรือ โดยจุดประสงค์ของเพนกวินคือไปที่ แอนตาติกก้า

ในขณะที่เกิดจลาจลบนเรือ ลังที่ใส่พวกเขาอยู่ ก็ตกลงไปในทะเล ทั้งหมดไปติดเกาะแห่งหนึ่งชื่อ มาดากาสก้า
ที่นั่นพวกเขาได้เจอสัตว์แปลกๆ Marty ตื่นเต้นมาก แต่ Alex ด้วยความที่ไม่คุ้นเคยกลับไม่สามารถปรับตัวได้ และอยากกลับไปอยู่ในสวนสัตว์ ใช้ชีวิตแบบเก่าๆ

Alex ด้วยความที่เป็นสัตว์กินเนื้อ ที่ต่างจาก Marty, Gloria, Melman ดังนั้นเมื่อหลายวันผ่านไป ด้วยสัญชาติญาณเดิมทำให้เขาแสดงอาการที่อยากกินเนื้อ ทำให้เพื่อนๆของเขากลัวกันหมด แต่ด้วยความเป็นเพื่อน ทำให้วิกฤตการณ์ในครั้งนี้ผ่านไปได้

เขาได้ตระหนักแล้วว่า สิงห์โตควรอยู่ในป่า มากกว่าสวนสัตว์ ในตอนท้ายเรื่อง เจ้ากลุ่มนกเพนกวินได้ขับเรือมาที่เกาะแห่งนี้ แต่ทั้งหมดก็ไม่สามารถออกจากเกาะนี้ได้ เพราะน้ำมันหมด

ดูเรื่องนี้แล้ว ได้แง่คิด 2 อย่าง
1.คนเรามักจะกลัวที่จะเปลี่ยนแปลง ถ้าคุ้นเคยอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ไม่อยากที่จะเปลี่ยน ซึ่งทำให้เราอาจพลาดสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตไป
2.สิงห์โตยังไงก็เป็นสัตว์กินเนื้อ (อิอิ)

Thursday, January 05, 2006

Chinese VISA

วันนี้ไปทำวีซ่าประเทศจีน ดีจังสถานฑูตจีนอยู่ตรงข้ามบริษัท ข้ามถนนไปก็ถึงล่ะ
ได้ยินเจ้าหน้าที่ว่าต้องใช้รูป 2 นิ้ว 1 ใบ เรามีแต่รูป 1 นิ้ว งั้นเอารูปดิจิตอลที่ถ่ายไว้ไปอัดดีกว่า ประหยัดดี


ไปอัดที่ Fortune บอกว่า เอารูปขนาด 2 นิ้ว รูปจัมโบ้ 1 รูป จะได้ประมาณ 4 ใบ ไปอัดกับเอ๋คนละใบ คิดว่าก็คงประมาณ 8 บาทละมั้ง ตอนกำลังตกแต่งรูปอยู่ มีฝรั่งคนหนึ่งมาถ่ายรูป 2 นิ้วเอาไปติด passport ที่ร้านเขาคิด 100 บาท


เอ๋ : ดูซิ ถ่ายรูปแค่เนี้ย อัดรูปมาคิดตั้ง 100 บาทแน่ะ กำไรดีจัง
lunar : อือม นั่นซิ

หลังจากที่อัดรูปเสร็จ ตัดเรียบร้อย
เอ๋ : ครับ เท่าไรครับ
เจ้าหน้าที่ : 200 บาทค่ะ
lunar :

โอ้ เป็นไงล่ะ นั่นซิ กำไรจริงๆ
รู้งี้ ถ่ายรูปที่ร้านดีกว่า คิดราคาก็เท่ากัน

เสร็จสรรพ ก็ไปทำวีซ่า อยู่ที่ชั้น 4 คนเยอะมากจริงๆ แสดงว่ามีคนเข้าๆออกๆที่เมืองจีนเยอะมากจริงๆ นี่ขนาดไปวันธรรมดา ไม่ได้ช่วงเทศกาล วันหยุดนะเนี่ย

ขั้นตอนก็ไม่มีอะไรมาก กรอกแบบฟอร์ม ติดรูป (ไอ้ใบละ 25 บาทเนี่ย ก็ต้องเอามาตัดเหมือนรูป 1 นิ้วอยู่ดี) แล้วก็ไปยื่นให้เจ้าหน้าที่

เจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้ซักถามอะไรเลย รับแบบฟอร์มกับpassportไปแล้วก็ให้ใบไว้รับ passport มาให้ ที่นี่ดีอย่างคือยังไม่ต้องจ่ายเงินค่าวีซ่า (1000 บาท) ในวันมาขอ แต่จ่ายวันมารับ

แต่ยังไงค่าทำวีซ่าของเรา ก็ฟรีอยู่ดีล่ะ อิอิ

Monday, January 02, 2006

แต่งตัวให้นาฬิกา

วันนี้หยุดอีก 1 วันไม่ได้ไปเที่ยวที่ไหน หลังจากที่ถูกยกเลิกไปเที่ยวที่เมืองโบราณ ฮึ่ม...
แต่ก็ไม่ได้อยู่บ้านทั้งวันหรอก วันครอบครัวแบบนี้ ไปกินเท็กซัสสุกี้ที่เยาวราช ไปกันทั้งหมด 6 คน 4 วันมาเนี้ย น้ำหนักน่าจะขึ้นมาสัก 1-2 กิโล ก็กินมาตลอด ปีนี้เน้นกินแฮะ กลับมาบ้าน มาจัดการกับนาฬิกาดีกว่า หลังจากที่เมื่อวาน มีคนเอาเครื่องแต่งองค์ทรงเครื่องมาให้

มีส่วนประกอบทั้งหมด 4 ชิ้น
1. ม้า อยู่ตรงส่วนบนของตัวเครื่อง
2. ตุ้มข้างๆ 2 ชิ้น (ไม่รู้เรียกว่าอะไรอ่ะ)
3. ตุ้มตรงกลาง 1 ชิ้น

แต่ดูๆแล้ว นาฬิกาเราจะไม่มีส่วนตรงกลางให้ประกอบ งั้นก็ต่อแค่ 3 ชิ้นแล้วกัน
ที่ยากที่สุดคงเป็นตุ้ม 2 อันเนี่ยแหละ ต้องใช้สิ่ว เพื่อเจาะฐานแล้วก็เหลาไปเรื่อยๆให้สามารถใส่เข้าไปในนาฬิกาได้

ไม่น่าเชื่อว่า จากเดือยที่ใหญ่ แต่เหลาไปเหลามา ไหงพอมาประกอบใส่ในนาฬิกา มันหลวมอ่ะ คือ อันหนึ่งหลวม อีกอันมันพอดี ก็ต้องอัดกาวเข้าไป ส่วนม้า เหลาออกนิดหน่อย ก็สามารถสวมเข้าไปได้ หลังจากเสร็จ หน้าตาเป็นอย่างนี้แหละ

Before

(รูปนี้ถ่ายเมื่อหลายเดือนก่อน ตอนนั้นถ่ายเพื่อต้องการเขียน diary เกี่ยวกับเจ้านาฬิกาเรือนนี้ที่มันงอนไม่ยอมเดิน เมื่อเจ้านายใหญ - ป๊ะป๋า ไม่อยู่บ้าน มารู้ตอนหลังว่า เราไขลานผิดด้านเนี่ยเอง โชคดีนะเนี่ยที่ถ่ายไว้ก่อน ไม่งั้นไม่มีรูปเปรียบเทียบให้เห็นแน่เลย)
After

แหม หล่อขึ้นเยอะ

Sunday, January 01, 2006

สวัสดีปีจอ กับ นาเนียร์


สวัสดีปีใหม่ - 2006
เมื่อคืนไม่ได้ไป count down ที่ไหน นั่งดูอยู่หน้าจอโทรทัศน์ แต่ดูๆแล้วเบื่อๆอ่ะ เปิดไปช่องไหนก็มีแต่ร้องเพลง ยั่งกะ ดูคอนเสริท์ ก็เลยปิดโทรทัศน์ไปก่อน กะว่าใกล้ๆเที่ยงคืนค่อยเปิดมาดูอีกที นั่งอ่าน Harry Potter# 6 ก่อนดีก่า กำลังสนุกด้วย

เช้าวันนี้ วันปีใหม่ ไม่ได้มี plan ไปไหน ตอนแรกกะว่า จะไปวัดพระแก้ว ไปไหว้พระ เสริมสิริมงคลซะหน่อย และก็ไปเอาปฏิทินหลวงด้วย เมื่อปีที่แล้วกะปีก่อนโน้นไปมา แต่ว่า... คนเยอะมากๆๆๆ เบียดกันเข้าไป ไอ้ครั้นจะไปเพื่อเอาปฏิทินหลวงอย่างเดียว ก็ขี้เกียจอ่ะ คือว่า ถ้าบ้านอยู่ใกล้ๆก็จะไปหรอก ว่าแล้วไม่ไปดีกว่า

มีคนชวนไปดู Narnia หนัง Action Fantasy เห็นว่าเป็นหนังฟอร์มยักษ์นะ ไม่รู้ว่าเรื่องเป็นไงหรอก แต่น่าจะคล้ายๆกับ The Lord of the Ring คิดว่านะ ก็เลย OK ไปดูก็ได้ ปีที่แล้วไม่ค่อยไปดูหนัง ปีนี้เริ่มตั้งแต่ต้นปีเลยนะเนี่ย

ดูที่ Central ลาดพร้าว นัดกะเอ๋ตอน 11 โมง แต่ไปถึงประมาณ 10 โมงกว่าๆ เพราะรถไม่ติด (อยากให้กรุงเทพเป็นอย่างนี้ทุกวันจัง) เอ๋มาตอน 11 โมงกว่าๆ พร้อมกับ เอาม้า-อุปกรณ์เสริมแต่งนาฬิกามาให้ด้วยอ่ะ ใจดีจัง

ตกลงก็ดูรอบบ่าย กินข้าวกันก่อนที่ Grand Canyon ไม่ค่อยหิวอ่ะ เลยสั่งสลัดปลาแซลมอนมากิน

ปีเตอร์ ซูซาน ลูซี่ ขณะเผชิญกับฝูงจิ้งจอก

เรื่อง Narnia เนี่ยก็เป็นหนังแนว แฟนตาซีผจญภัย เป็นเรื่องของเด็ก 4 คนที่ถูกส่งไปอยู่บ้านของศาสตราจารย์คนหนึ่ง เนื่องจากช่วงนั้นเกิดสงคราม เด็กทั้ง 4 ได้ไปค้นพบตู้ใบหนึ่ง ที่เมื่อเปิดไป ก็ไปพบกับ โลกอีกโลกหนึ่งที่ชื่อว่า Narnia เป็นดินแดนเทพนิยาย ซึ่ง สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ที่นั่นก็จะเป็นสัตว์ต่างๆ (ที่พูดได้) หรือไม่ก็ประเภทกึ่งคนกึ่งสัตว์


ดินแดนในนาร์เนียที่หนาวตลอดปี

ฟอน

โดยดินแดนนาร์เนียนี่ถูกสาปให้เป็นฤดูหนาวตลอดกาล จากแม่มดขาวที่ชื่อ จาดิส มีผู้ทำนายว่า ดินแดนนี้จะพ้นคำสาบก็ต่อเมื่อ มีมนุษย์ 4 คนเข้ามาช่วยล้างคำสาป
จาดีส

ตัวเอกที่ดำเนินเรื่องเป็นเด็ก 4 คน คือ ปีเตอร์ ซูซาน เอ็ดมันด์ และลูซี่ น้องนุชคนสุดท้อง เป็นคนแรกที่ค้นพบนาร์เนีย ครั้งแรกที่ลูซี่เล่าให้พี่ๆของเธอฟัง ไม่มีใครเชื่อเธอ หลังจากนั้น เอ็ดมันด์ พี่ชายคนรอง ก็ได้ค้นพบนาร์เนีย และได้เจอ แม่มดขาว ซึ่งหลอกให้เอ็ดมันด์พาพี่น้องที่เหลือทั้ง 3 ให้มาพบเพื่อที่จะได้จับทั้ง 4 เนื่องจากแม่มดขาว รู้ว่า ทั้ง 4 นี้จะมาคลายมนต์ของนาร์เนีย
อัสลานกับเอ็ดมันด์


ตัวละครเอกที่สำคัญคือ อัสลาน เป็นสิงห์โต เป็นหัวหน้าของฝ่ายดีที่ต่อสู้กับแม่มดขาว หนังเรื่องนี้ดูเพลินๆ ก็สนุกดี วิวสวยดี เรื่องนี้จะสนุกมาก ถ้าฉายก่อนเรื่อง The Lord of the Ring แต่ก็ถือว่า OK ดูเพลินๆ ไม่เครียด เด็กดูได้ผู้ใหญ่ดูดี
เรื่องนี้มีชื่อเต็มๆว่า The Chronicles of Narnia ตอน The Lion, The Witch and The Wardrobe เห็นว่าเป็นหนังสือมีทั้งหมด 7 เล่ม ที่มาฉายนี่เป็นเล่มสอง ยังไม่เคยอ่านด้วยซิ ถ้าว่างๆต้องมาอ่านบ้างล่ะ

มีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย อันนี้เอามาจาก web ของ SiamZone
http://www.siamzone.com/movie/m/3540/trivia

  • เรื่องนี้ดัดแปลงมาจาก The Lion, The Witch and The Wardrobe หนังสือเล่มแรกในวรรณกรรมชุดเจ็ดเล่มชื่อ The Chronicles of Narnia ของ ซี.เอส. ลูอิส ที่ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1950
  • วรรณกรรมชุดเจ็ดเล่ม Chronicles of Narnia ประกอบไปด้วย The Lion, The Witch and The Wardrobe, Prince Caspian, The Voyage of the Dawn Treader, The Silver Chair, The Horse and His Boy, The Magician's Nephew และ The Last Battle ทำยอดขายได้กว่า 85,000,000 เล่มใน 29 ภาษา ทำให้เป็นหนังสือชุดที่ได้รับความนิยมสูงสุดรองจากเรื่อง Harry Potter ของ เจ.เค. โรว์ลิง
  • ภาพตัวฟอนถือร่มในหิมะ เป็นแรงบันดาลใจให้ ซี.เอส. ลูอิส เขียนหนังสือเรื่องนี้
  • ดักกลาส เกรชแฮม ลูกเลี้ยงของ ซี.เอส. ลูอิส เป็นหนึ่งในผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้
  • ซี.เอส. ลูอิส เป็นเพื่อนสนิทของ เจ.อาร์.อาร์ โทลคีน ผู้เขียน The Lord of the Rings
  • ปิ๊ปปา ฮอล ผู้กำกับฝ่ายคัดเลือกนักแสดง ทำการค้นหานักแสดงทั่วเกาะอังกฤษเป็นเวลาสองปี โดยการไปเยี่ยมชมโรงเรียนประถมศึกษา สโมสรเยาวชน และคณะละครนับไม่ถ้วน อีกทั้งยังทำการสัมภาษณ์เด็กกว่า 2,000 คน สำหรับบทพี่น้องเพเวนซีย์ทั้ง 4 คน
  • การแต่งหน้า เจมส์ แม็คเอวอย ให้เป็น มิสเตอร์ทัมมัส ต้องใช้เวลาถึง 3 ชั่วโมง
  • เสาตะเกียงที่อยู่ใน นาร์เนีย เป็นเสาตะเกียงของแท้ดั้งเดิมในลอนดอน
  • มีการปลูกต้นไม้กว่า 225 ต้น เพื่อแปลงเวทีเสียงให้กลายเป็นป่านาร์เนียที่ถูกสาปให้อยู่ภายใต้ฤดูหนาว
  • หิมะปลอมที่ใช้ในเรื่องนี้ มาจากการใช้โฟมอัดอากาศบนต้นไม้ กับหิมะกระดาษที่ได้จากผ้าอ้อมที่สับเป็นชิ้นๆ
  • ทีมงานสร้างใช้เรซินกว่า 7,000 แกลลอน และไฟเบอร์กลาสครึ่งกิโลเมตรในการสร้างโลกของแม่มดขาว
  • ชื่อที่ใช้ในระหว่างการถ่ายทำของภาพยนตร์เรื่องนี้คือ The Hundred Year Winter และ Paravel
  • มีการลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ The New Zealand Herald ในเมืองหลักๆ ของประเทศนิวซีแลนด์ คือ ออคแลนด์ เวลลิงตัน และ ไครสต์เชิร์ช เพื่อรับสมัครตัวประกอบที่มีความสูงน้อยกว่า 5 ฟุต และตัวประกอบที่มีความสูงมากกว่า 6 ฟุต เป็นเวลาทั้งสิ้น 2 สัปดาห์
  • ได้มีการขออนุญาตให้นำกวางเรนเดียร์จำนวน 12 ตัว เข้ามาในประเทศนิวซีแลนด์ เพื่อถ่ายทำในฉากลากเลื่อนให้แก่แม่มดขาวในเรื่อง แต่รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและป่าไม้ได้ตอบปฎิเสธกลับมา เหตุเพราะโรคระบาดที่เกิดขึ้นในหมู่กวางเรนเดียร์ที่ทวีปอเมริกาเหนือ อย่างไรก็ตาม ได้มีการอนุญาตให้ใช้สุนัขป่าจำนวน 8 ตัว ในการถ่ายทำที่ออคแลนด์ได้
  • ทิลดา สวินตัน ผู้รับบทแม่มดขาว ไม่เคยอ่านวรรณกรรมที่เป็นต้นฉบับมาก่อนที่จะเล่นเรื่องนี้
  • คำว่า อัสลาน (Aslan) มีความหมายว่า สิงโต ในภาษาตุรกี
  • มีฉากสนทนาระหว่าง ลูซี่ (จอร์จี้ เฮนลีย์) กับ ศาสตราจารย์เคิร์ก (จิม บรอดเบนต์) ซึ่งจะปรากฏให้เห็นระหว่างแสดงเครดิตท้ายเรื่อง

Saturday, December 31, 2005

Bye Bye 2005

วันสุดท้ายของปี 2005 กะว่าจะไปเที่ยว Siam Ocean World เพราะเราได้สิทธิพิเศษพนักงาน TRUE ซื้อ 1 แถม 1 ไปกัน 4 คนซื้อบัตร 2 ใบ ตกคนละ 225 บาท ก็ OK น่ะ

วันนี้ รถไฟฟ้าใต้ดิน ค่าบริการคนละ 10 บาท เด็กและผู้สูงอายุ 5 บาท แถมที่จอดรถฟรีอีก ว่าแล้ววันนี้ก็ใช้บริการ รถไฟฟ้าและที่จอดรถด้วยเลยดีกว่า นานๆทีนะ

เจ๊ฮวงขับรถไปจอดที่สถานีลาดพร้าว นั่งรถไฟฟ้าไปลงที่สถานีสามย่าน ไปกินสเต๊กที่ตลาดสามย่านกันก่อน

ที่นี่ เคยไปกินประมาณ 6-7 ครั้ง ส่วนใหญ่ไปกินสเต็ก อาหารเขาเยอะนะ ราคามิตรภาพ ก็ส่วนใหญ่ลูกค้าจะเป็นนิสิตจุฬา แต่ตอนเราเรียนอยู่ที่นั่น ไปกินประมาณ 2-3 ครั้งเท่านั้น

เสร็จสรรพ โบกแท๊กซี่ไปสยามพารากอน ปรากฏว่า แท็กซี่ไม่ไปเพราะรถไม่สามารถเลี้ยวขวาได้ ถ้างั้นนั่งรถเมล์แล้วกัน

วันนี้ รถก็ยังติด แถมติดมากๆด้วย
ลงที่สยาม เดินนิดหน่อย เข้าสยามพารากอน โอ๊ะโอ คนเยอะมากๆ ยั่งกะแจกของฟรีแน่ะ

ถามประชาสัมพันธ์ บอกให้เดินตรงไปเรื่อยๆ ถ้าเจอลิฟท์แก้ว ให้ลงบันไดเลื่อน ก็จะถึง

ก่อนไปแวะไปเข้าห้องน้ำก่อน แต่ขอโทษเถอะ ทำไมที่นี่เขาทำป้ายแบบนี้ล่ะ แบบว่า ป้ายห้องน้ำดันชี้เข้าไปที่ธนาคาร พวกเราเดินมาเห็น ก็คิดว่าน่าจะเดินต่อไปอีกหน่อย

แต่ปรากฏว่า เจ๊ฮวงเดินฉับๆตรงไป ส่วนฉันก็รอๆอยู่แถวนั้น ในใจก็สงสัยเหมือนกัน พอหันกลับมา อ้าว ห้องน้ำดันอยู่ถัดจากที่เราเดินผ่านมาแล้วนี่

ป้ายเขาชี้ได้งง จริงๆ ทำป้ายได้ไม่สื่อเลย
เอาละ ได้เวลาซักกะที อยู่ตรงไหนเนี่ย Siam Ocean World

เอาเป็นว่า วันนั้น ถามพนักงานประมาณ 6 คน เดินแถบจะทั่วชั้นล่างแล้ว ป้ายซักนิด ก็ไม่มีบอก แถมตอนสุดท้ายที่เจอป้ายบอกทาง ก็ดันชี้ไปเข้าห้องน้ำกับลิฟท์เสียนี่

โอ้.. อะไรกันนี่ ทำไม ห้างใหญ่สุดหรูระดับนี้ ถึงให้ information ที่แย่ขนาดนี้ แล้วอีกอย่าง Siam Ocean World เนี่ยน่าจะมีการบอกทางเป็นระยะๆ

สุดท้าย หลังจากการค้นหาอันยาวนาน ก็เจอจนได้ แต่... ทำไมเป็นงี้ล่ะ คนเข้าแถวเยอะมากๆอีกล่ะ นี่เขาให้เข้าไปดูฟรีหรือไงกันเนี่ย ขนาดเข้าแถวต่อกันเพื่อซื้อตั๋ว ยังเยอะขนาดนี้ แล้วข้างในล่ะ...

ตกลง วันนี้ก็ไม่ได้ดูจนได้ หลังจากประชามติว่า ให้พ้นจากช่วงเทศกาลนี้ไปก่อนดีกว่า มาวันปรกติที่ไม่มี event ดีกว่านะ วันนี้เดินเที่ยวห้างละกัน

โอ้ สยามพารากอน...สยามพาเราหลง

Sunday, December 25, 2005

My New Watch

เช้านี้เอ๋ชวนไปซื้อทองที่เยาวราช ทำนองว่าได้เงินค่า job มา ไม่อยากให้หมดเร็ว ซื้อทองเก็บดีกว่า เอ.. ดีเหมือนกัน เราซื้อบ้างดีก่า.. ตรุษจีนปีนี้ ให้แตะเอียม่ามี๊เป็นทองแทนแล้วกัน

นัดเจอกันที่ default gateway อิอิ.. สถานีรถไฟหัวลำโพง แล้วนั่งสามล้อมาหน้าร้านทอง ฮั่วเซ่งเฮง ร้านนี้มีชื่อมากที่สุด คนเยอะจัง

เอ๋เลือกซื้อสร้อยคอ 1 บาท คนขายหยิบมา 10 เส้นให้เลือกลาย ส่วนเราก็ ร๊อ รอ ไปก่อน คนขายเขาจะ take care เป็นรายๆไป

ทองบาทละ 9800 บวกค่ากำเหน็จอีก 500 ก็ตก 10300 พอเอ๋ซื้อเสร็จ ตอนนี้ก็ถึงตาเราบ้างละ
เลือกสร้อยข้อมือดีกว่า ไอ้ตอนก่อนจะเลือก เห็นผู้หญิงคนหนึ่งมาซื้อสร้อยข้อมือเหมือนกัน เขาเลือกลายได้สวยดี แต่ตอนเราเลือกนี่ซิ ไม่มีลายที่เล็งไว้เมื่อตะกี้ ไอ้จะไปค้นหา ก็เยอะไปหมด สุดท้าย ก็เลือกเส้นมาเส้นหนึ่ง ก็ OK น่ะ ม่ามี๊น่าจะชอบ

หลังจากเสียตังค์แล้ว ก็ข้ามถนนไปกินกาแฟกันซะหน่อย ร้านนี้เลย เอี๊ยะแซ ร้านเก่าแก่ของเยาวราช ร้านนี้เคยมากินครั้งหนึ่ง ตอนตรุษจีน ส่วนใหญ่ลูกค้าที่ร้านนี้จะเป็นอาแป๊ะ อายุไม่น่าต่ำกว่า 60 อิอิ วันนี้กลุ่มเราเด็กสุดนะเนี่ย

ร้านเก่าๆดี โต๊ะและเก้าอี้ ก็แบบร้านจีนเก่าๆ สั่งกาแฟร้อนมากิน กะขนมปังทาเนย กาแฟอร่อยดี ดูเหมือนจะขม แต่ไม่ขม ราคากันเอง 15 บาท ขนมปังแผ่นละ 8 บาท อร่อยและถูกกว่า มนต์นมสด ตั้งเยอะ

กินกาแฟเสร็จ ก็ประมาณเที่ยงแล้วละ จะไปกินบะหมี่กันตรงตลาดเก่า ก่อนไปก็แวะซื้อเกาลัดมาตามระเบียบ หลังๆเนี่ยมักจะซื้อที่ร้าน เฉีย ถุงแดงๆ 1 กิโล ราคามาตรฐาน 200 บาท

เดินไปตลาดเก่า เกือบสุดซอย ก็เจอร้านบะหมี่เกี๊ยว ร้านนี้คุ้นๆเหมือนม่ามี๊เคยมากิน แต่เรายังไม่เคยกินเลยแฮะ สั่งบะหมี่เกี๊ยวหมูแดงมากิน แต่กินไม่หมดอ่ะ คือเพิ่งอิ่มจากกาแฟเมื่อตะกี๊มานะ

ออกจากร้านบะหมี่ เดินวนกลับทางเดิม ข้ามถนนไปอีกนิดก็เป็นคลองถมแล้ว จุดมุ่งหมายวันนี้ของเรา นอกจากทองแล้ว ก็ยังมีนาฬิกาอีกเรือน ว่าจะซื้อ Rolex สวยๆซักเรือน (อิอิ ไม่ต้องบอกหรอกนะว่า ของจริงหรือปลอม)

ที่คลองถมนี่ มี catalog ให้เลือกกันเลย ขายกันเยอะมาก หลายร้าน ไปดูของปลอมแล้วยังต้องระวังของปลอมกว่าอีกแน่ะ

ดูตั้งหลายร้าน ตอนแรกอยากได้แบบ 2 กษัตริย์ แต่ก็กลัวลอก ไปๆมาๆ ก็เลือกแบบสีเงิน กรอบล้อมเพชร หน้ามุก ดูสวยสง่าแบบเรียบๆ ราคา 1800 บาท (ขนาดปลอมนะเนี่ย)

เสร็จสรรพจากการเสียเงินก๊อก 2 แล้ว ก็ตกลงกันว่าจะไปเดินซื้อของกันอีกนิดหน่อยที่จตุจักร แทนที่จะเป็นสำเพ็ง คือเป็นทางกลับบ้านอยู่แล้ว และก็ของเยอะกว่าด้วย

ตั้งใจว่าจะไปซื้อของแจกน้องที่ office สำหรับปีใหม่นี้ คือคงต้องซื้อวันนี้แหละ สัปดาห์สุดท้ายแล้วนี่ นึกๆอยู่ว่าจะซื้ออะไรดี นึกถึงเทียนสวยๆหลากสีได้ ก็เลยว่าจะไปซื้อซะหน่อย

แต่ราคาแพงเหมือนกัน ตกอันละ 20 บาท เกินงบไปหน่อย เดินมาอีกนิด เจอเทียนอีกเหมือนกัน แต่ทำเป็นชุด ชุดละ 12 แท่ง ปัมท์เป็นรูป 12 ราศี ซื้อมา 2 ชุด 140 บาท OK น่ะ ขี้เกียจเดินหานาน

ก่อนกลับ แวะซื้อหนังสือกล้องดิจิตอลเล่มหนึ่ง ราคา 159 บาทจากราคาเต็ม 199 บาท เผื่อจะได้เทคนิคถ่ายรูปสวยๆบ้าง

กลับละ วันนี้กลับบ้านตัวเบาโหวง หมดเงินไปหลายเด้อ

Thursday, December 22, 2005

ราตรีสีแดง

วันนี้ที่แผนก NOC จัดงานเลี้ยงปีใหม่ที่ครัวเกศินี แถวเหม่งจ๋าย
ไปถึงประมาณ 6 โมงกว่าๆ ต้องไปลงทะเบียนก่อน เอาไว้ใช้จับฉลากของรางวัล

งานนี้ ให้ Theme ว่า ราตรีสีแดง เน้นให้แต่งตัวแดงๆมา ไอ้เรานอกจากจะไม่แต่งตัวด้วยสีแดงแล้วยังใส่สีเขียวมาอีก อย่ากระนั้นเลยเอาเสื้อคลุมของปุ้มมาใส่ละกัน กันไว้ก่อนเผื่อคนจัดงานจะลงโทษด้วยวิธีแปลกประหลาด

ไปถึง คนยังน้อยอยู่เลย ว่าแล้วก็โซ้ยเย็นตาโฟคนละชามก่อน ส่วนอาหารหลักต้องรอท่านประธานมาเปิด
พี่ประสงค์มาก็ทุ่มกว่าแล้วละ คนมากันเยอะแยะ ทั้ง 4 แผนกก็ร้อยกว่าคน พี่ประสงค์กล่าวเปิดงาน แล้วก็เริ่มกินกันละ

งานนี้มีการแสดงทั้งหมด 4 + 1 ชุด 4 ชุดนี่เป็นของแต่ละแผนก ส่วนอีกชุดเป็นชุดพิเศษสำหรับ manager โดยเฉพาะ
การแสดงนี้จะมีการโหวตให้คะแนนกันด้วย แต่ไม่ใช้ SMS หรอกนะ ใช้วิธีหยอดเงินใส่กล่อง ทีมไหนได้เงินเยอะสุด ก็ชนะไป

V1 ทีม IPNS ทีมนี้แสดงเดี่ยว ออกมาลิปซิงค์ แต่พ่อเจ้าประคุณ แต่งตัวได้แบบว่า... แถมท่ากระดกกระดกหลังเนี่ยซิ กินขาดจริงๆ
V2 ทีม OLS ทีมนี้ 2 สาว Four-Mod ออกมาคาราโอเกะเพลง "หายใจเป็นเธอ" เรียกคะแนนจากหนุ่มๆไปได้หลายอยู่
V3 ทีม NOCS งานนี้เอาแครอทมาฝาก น้องพึงเป็นนักร้องนำ โดยมี dancer หนุ่ม 4 คน(เอ๋,ตูน1,ตูน2,อ้น) มาวาดลวดลายเด็ก(โข่ง)ชาวเขา

ก่อนถึง V4 ก็มีการคั่นรายการด้วยการแสดง chicken little มีพี่วฤทธิ์, พี่สุเทพ, คุณบุญสม, ดุจ + นา จาก SMC
แต่โอ้ เป็นการแสดงที่สนุกสนาน ประทับใจมาก ไม่น่าเชื่อว่า พี่เทพจะเต้นได้ขนาดนี้ นี่ขนาด ไม่ค่อยได้ซ้อมกันนะเนี่ย

V4 ทีม SMC พี่ต้อยหมวกแดง(พี่สุวัฒน์) นำทีมนักร้องทั้งทีม มาร้องคาราโอเกะกัน หนุกหนาน

ถ่าย video clip ของ V3 และก็ของ manager ได้นิดหน่อย พอดี memory card เต็มซะก่อน เสียดายมากจริงๆอ่ะ แต่ดูๆไป งานนี้มีแต่คนถ่ายรูป ไม่เห็นจะมีใครเอากล้อง video มาถ่ายเลยซะคน

ของรางวัลมีตั้งเยอะแยะ แต่ไหงไม่ยอมจับชื่อเราบ้างน๊า กลับบ้านมือเปล่าอีกปีล่ะ

Saturday, December 10, 2005

Photo Fair

วันนี้เอ๋ชวนไปเที่ยวงาน Photo Fair ที่ศูนย์ประชุมไบเทค บางนา เห็นว่าเซี้ยจะไปซื้อกล้อง (คราวนี้เอาจริงแฮะ เห็นว่าเตรียมไว้ไปเที่ยวที่ฮ่องกง)
ยังไม่เคยไปเลย ไม่รู้มีอะไรบ้าง ลองไปดูซักครั้งก็ดี

นั่งรถไฟฟ้า BTS ไปลงที่สถานีอ่อนนุช ออกจากสถานีเจอ เอ๋กะเค็งพอดี ไปกินข้าวที่ Lotus กันก่อนระหว่างรอตาเซี้ย
หลังจากกินข้าวเสร็จ ออกมาเจอตาเซี้ยแล้ว ก็นั่ง shuttle bus ไปที่งานกัน

งานนี้ส่วนใหญ่แล้ว ก็งานขายกล้อง , อุปกรณ์กล้องต่างๆ นึกว่าจะมีนิทรรศการอื่นๆเกี่ยวกับภาพซะอีก คนไม่ค่อยเยอะเท่าไร พื้นที่บริเวณก็ไม่กว้างมาก ถ้าเทียบกับที่เมืองทอง หรือ ศูนย์สิริกิตต์

เอ๋ดูเหมือนจะสนใจ ธุรกิจอัดรูป มีเครื่องอัดรูปมาแสดงในงานเยอะเหมือนกัน มีตั้งแต่ราคา 6-7 แสน ถึง 2-3 ล้าน ดูๆก็น่าสนใจเหมือนกัน ที่สำคัญคือทำเลดีๆ

ตาเซี้ย ดูกล้องอยู่หลายรุ่น ดูไปดูมา บอกว่าแพงกว่าที่ Fortune แต่ที่นี่เขาประกันศูนย์นี่นา ที่ Fortune ประกันที่ร้าน ราคาอาจแตกต่างเพราะสาเหตุนี้ด้วยละมั้ง

เดินดูสักพัก เห็นปิยะมาศ มานั่งแจกลายเซ็นต์ ขายหนังสือของตัวเอง (หนังสือนู้ด ที่ถ่ายโดยปิยะพงศ์อ่ะนะ) อือม.. หน้ายังเด้งอยู่เลย

ได้ยินเจ้าหน้าที่ประกาศว่าประมาณบ่าย 2 จะมีการเดินแบบ body paint และให้ตากล้องต่างๆที่สนใจ ลองหัดถ่าย ลองๆสอบถามว่ามีใครจะไปดูมั๊ย แต่ผิดคาด ไม่มีใครไปดูแฮะ

ถ้ดจากร้านขายกล้อง มีการบรรยายเรื่องการถ่ายภาพ เข้าไปเมียงๆมองๆ ดู อ้าว ต่อวงศ์ ซาลวาลา นี่นา ได้ยินมาเหมือนกันว่า ระยะหลังเพื่อนเราคนนี้ไปเอาดีด้านถ่ายภาพซะแล้ว วิศวะที่อุตส่าห์ร่ำเรียนมาเนี่ย ไม่เป็นมันแล้วละมั้ง

สุดท้ายตาเซี้ยก็ไม่ได้กล้องตามเคย เอ๋ทายแม่นจัง

ขากลับ ตัดสินใจอยู่ว่าจะไปลงที่ จตุจักร จะไปซื้อ Harry Potter ดีหรือว่า จะลงที่อนุสาวรีย์ชัยไปตัดผมดี .. จับไม้สั้นไม้ยาว ตัดผมเสริมความงามก่อนดีกว่า

Friday, December 09, 2005

E-Passport

วันนี้ไปรับ passport ที่กงศุล ตรงแจ้งวัฒนะ จากที่ไปทำเมื่อวันพุธที่ 7 passport นี้เป็นเล่มที่ 3 แล้วล่ะ ได้ยินมาว่า passport นี้จะเป็น e-passport โอ้ ตื่นเต้น ตื่นเต้น เราจะได้สัมผัสกับ เทคโนโลยีใหม่ๆ

ครั้งแรก ไปทำเมื่อปี 2536 โอ้ 12 ปีก่อน นานมาแล้วนี่นา ตอนนั้นจะไปอบรมที่ญี่ปุ่น ไป 2 สัปดาห์ ครั้งนั้นไปทำที่ ถนนศรีอยุธยา ตอนนั้นขั้นตอนยุ่งยากมาก ต้องเขียนแบบฟอร์มหลายหน้า เอกสารก็เยอะแยะ ทั้ง บัตรประชาชนเอย ทะเบียนบ้าน ทั้งตัวจริง, สำเนา ใช้เวลาทำ 1-2 ชั่วโมง กว่าจะมารับก็ต้องหลายวันอยู่ passport เล่มนี้ใช้ไป 2 ครั้ง แต่ปัทม์ไปหลายหน้า ครั้งนี้ไม่เสียตังค์เอง บริษัทออกให้

ครั้งที่ 2 ไปทำเมื่อปี 2543 ตอนนั้นหนีงานไปทำ คือไปทำบังหน้า จะไปสัมภาษณ์งาน (อิอิ เป็นตัวอย่างที่ไม่ค่อยดีแฮะ) ครั้งนี้เลยต้องเสียตังค์เอง ตอนนั้นกระทรวงต่างประเทศเปลี่ยนสถานที่มาที่ แจ้งวัฒนะ ทำครั้งนี้ขั้นตอนดูยุ่งยากน้อยกว่า ใช้ แค่บัตรประชาชนมั้ง (ไม่ค่อยแน่ใจ จำไม่ค่อยได้ ก็มันนานมาแล้วนี่นา) passport เล่มนี้ ทำแล้วก็ไม่ได้ไปไหนเลยตั้ง 3 ปี ตอนนั้นเสียดายเหมือนกัน แม้ว่าจะใช้ได้ตั้ง 5 ปี แต่เมื่อปี 2546 ตอนนั้น มลชวนไปเที่ยวตุรกี จัดเตรียมทุกอย่างเรียบร้อย กำลังจะขึ้นเครื่องอีก 2 ชั่วโมง ดันมีข่าวเรื่องการระเบิดสถานฑูตกับสนามบิน ตัดสินใจนาทีสุดท้าย ก็ไม่ได้ไป เฮ้อ เสียดายจริงๆ เสียค่าทำวีซ่ากับค่าตั๋วเครื่องบินไปฟรีๆ แต่สุดท้าย passport เล่มนี้ก็ได้ใช้จนได้ ในปลายปี 2547 ไปเที่ยวสิงคโปร์กับเอ๋,นุ้ย,เซี้ย

ครั้งที่ 3 ครั้งนี้ ว่าจะไม่ทำก่อนละ จะไปเมื่อไรค่อยทำ แต่ปรากฏว่าหลังจากเล่ม 2 เพิ่งหมดอายุไปเดือนเดียว พี่ P บอกจะให้ไปเมืองจีน ไปที่เซิ่นเจิ้น ก็เลยไปทำ และก็ได้ยินมาว่า passport ที่จะทำนี่เป็น e-passport ซะด้วย

คนเยอะแม้จะยังเช้าอยู่ ประมาณ 8 โมงเศษๆ แล้วก็ไม่ใช่ช่วงเทศกาล แต่ระบบต่างๆเปลี่ยนไปเยอะ คราวนี้ใช้บัตรประชาชนใบเดียว เจ้าหน้าที่จะกดบัตรคิวให้ และก็ให้กระดาษเล็กๆมาเขียน เขียนเกี่ยวกับชื่อ-นามสกุล บุคคลที่ติดต่อได้ แต่ยังเขียนไม่เสร็จดีเท่าไร ก็ถึงคิวเราแล้วอ่ะ คือจะเรียกแบบต่อเนื่องครั้งละเป็น 10-20 คนเลยทีเดียว วิธีการครั้งนี้ก็ต่างจากทุกครั้ง คือทำที่โต๊ะเจ้าหน้าที่เลยทั้งการถ่ายรูป เซ็นต์เอกสาร จะมี เครื่องอ่านลายนิ้วมือ ใช้นิ้วชี้ ซ้าย-ขวา , กล้องถ่ายรูปดิจิตอล (A95 เหมือนเราเลย) ,เครื่อง printer ใช้เวลาไม่นานก็เสร็จแล้วไปจ่ายตังค์ ทั้งหมด 1000+5 บาท 5 บาทนี่เป็นอากรแสตมป์

วันนี้ไปรับแล้วละ แต่โอ้ ทำไมมันเป็นยังนี้ล่ะ รูปเหมือนขาวดำ หน้าตาก็ดูอืดๆง่วงๆยังไงก็ไม่รู้ ก็ตอนถ่ายไม่ได้เสริมสวยไรเลยเนี่ย แย่จัง ดูดูเล่มนี้แล้วก็เหมือนไม่ต่างจากเล่มก่อนๆ แต่หน้าสุดท้ายจะแข็งๆหนาๆ สงสัย เจ้า microship จะอยู่ในหน้านี้ละมั้ง ว่าแล้วก็ไปค้นๆหาข้อมูลในเว็บเกี่ยวกับเจ้า e-passport ได้ข้อมูลมา ก็เลยเอามาแปะไว้อ่านกัน ข้อมูลข้างล่างนี้มาจาก
http://www.thailife.de/aktuelles-artikel/artikel/e-passport.htm


วิวัฒนาการหนังสือเดินทางไทย สู่หนังสือเดินทางอีเล็กทรอนิกส์
รายการกงสุลสัมพันธ์ ขอนำเสนอเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับหนังสือเดินทางไทยหรือ Passport ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญประจำตัว ที่รัฐบาลประเทศหนึ่งออกให้พลเมือง หรือคนชาติของตน เพื่อให้แสดงตนในต่างประเทศ ซึ่งมีวิวัฒนาการมาตั้งแต่สมัยโบราณ และพัฒนารูปแบบมาจนถึงปัจจุบัน และกำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบนำออกใช้ในอีกไม่ช้านี้ ทั้งนี้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้บางส่วนตำมาจาก และแหล่งที่มาในส่วนของประวัติและภาพประกอบ จากเอกสารของหอจดหมายเหตุแห่งชาติ

หนังสือเดินทางไทยในยุคแรก
ในสมัยโบราณ การเดินทางระหว่างประเทศมีความยากลำบาก และต้องใช้ระยะเวลายาวนาน การเดินทางติดต่อกับต่างประเทศ จึงจำกัดเฉพาะชนชั้นปกครอง ขุนนาง พ่อค้า และนักสอนศาสนา ซึ่งการเดินทางของกลุ่มบุคคลดังกล่าวไปต่างรัฐ ส่วนใหญ่จะใช้หนังสือหรือสาส์นของกษัตริย์หรือผู้ปกครองอีกรัฐหนึ่ง โดยระบุวัตถุประสงค์ของการเดินทางและขอให้รัฐผู้รับ อำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ ดังจะเห็นได้จากประวัติศาสตร์ไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัย และในสมัยกรุงศรีอยุธยา ที่มีการแต่งตั้งคณะราชทูตอัญเชิญพระราชสาส์น จากสมเด็จพระนารายณ์มหาราชไปเจอริญสัมพันธไม่ตรี

ในส่วนของประเทศไทย เริ่มปรากฎหลักฐานที่ชัดเจนขึ้น เกี่ยวกับรูปแบบการออกหนังสือเดินทางสำหรับคนไทย ในสมัยพระบาทสมเด็จกพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยออกเป็นหนังสือราชการที่เขียนด้วยลายมือที่ออกให้เฉพาะบุคคล หรือคณะบุคคลมีตราประทับที่พบคือ ตราพระคชสีห์น้อย ตราพระราชสีห์น้อยหรือตราสุครีบ มีอายุการใช้งาน 1 ปี ในระยะแรกเป็นเอกสารเดินทางออกให้แก่ บุคคลเพื่อใช้เดินทางระหว่างมณฑลหรือภายในประราชอาณาเขต ยังไม่มีหนังสือเดินทางที่ใช้เดินทางไปต่างประเทศ ต่มาจึงพัฒนาเป็นหนังสือเดินทางสำหรับตัวทุกคนจากเจ้าเมือง แล้วก็มีหนังสือเดินทางหมู่ที่ออกให้ในปัจจุบันคือ เล่มหนึ่งออกให้กับหลายคน

ต่อมาได้มีการกำหนดให้ใช้หนังสือเดินทาง ในลักษณะที่พิมพ์ด้วยภาษาฝรั่งเศส 2 หน้า หน้าแรกเป็นข้อความขออำนวยความสะดวก ในการเดินทางให้แก่ผู้ถือหนังสือเดินทางและหน้า ๒ เป็นรายละเอียดข้อมูลส่วนบุคคล ของผู้ถือหนังสือเดินทาง ซึ่งประกอบด้วยรูปถ่าย อายุ ความสูง สีผม ตา ใบหน้า ตำหนิ และลายมือชื่อ มีอายุการใช้งาน 1 ปี

ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ประเทศต่างๆ ต่างเข้มงวดในการเดินทางเข้าออกประเทศ และมีมาตราการในการตรวจลงตราหนังสือเดินทาง ของคนต่างชาติ หรือวีซ่ารัฐบาลไทยในสมัยพระบามาเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 จึงใได้กำหนดกฏเกณฑ์อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก เกี่ยวกับการออกหนังสือเดินทางตีพมิพ์ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อเดือนกวันยายน 2460 เพื่อให้คนไทย ที่จะเดินทางออกไปนอกประเทศให้ขอหนังสือเดินทาง จากผู้ว่าราชการจังหวัดในมณฑลของตน

ผลจากอิทธิพลการเปลี่ยนแปลงในระดับระหว่างประเทศ และผลการประชุมองค์การสันนิบาติชาติเกี่ยวกับหนังสือเดินทาง ที่กรุงปารีส ในปี 2463 เรียกร้องให้ทุกประเทศกำหนดรูปแบบหนังสือเดินทางในลักษณะเดียวกัน รัฐบาลไทยก็เข้าร่วม/รับรอง ข้อมติดังกล่าวและประเทศใช้พระราชบัญญัติคนเข้าเมืองฉบับแรกเมื่อ 1 กรกฏาคม 2470 เป็นผลให้มีการปรับเปลี่ยนลักษณะ และรูปแบบของหนังสือเดินทางที่มีลักษณะเป็นรูปเล่ม เริ่มใช้อย่างเป็นทางการในปลายสมัยรัชกาลที่ 6 หรือประมาณหลังปี 2460 เป็นต้นมา หนังสือเดินทางในสมัยนั้นมีรูปเล่มปกแข็งขนาดใหญ่กว่าปัจจุบัน มี 32 หน้า มีอายุการใช้งาน 2 ปี ต่ออายุได้อีก 1 ครั้ง รวมเป็น 4 ปี แล้วก็มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะบางอย่าง อาทิ สี ตราครุฑบนปกและลักษณะการจัดวางข้อมูลภายใน จนกระทั่งปี 2520 ได้มีการเปลี่ยนแปลรายการข้อมูลผู้ถือหนังสือเดินทาง จากการตีพิมพ์ด้วยภาษาไทย กับภาษาฝรั่งเศส มาเป็นข้อมูลภาษาไทยกับภาษาอังกฤษ

รูปแบบหนังสือเดินทางไทยบัจจุบัน
หนังสือเดินทางไทย ได้รับการพัฒนาตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการผลิต และเพื่อประโยชน์ในการใช้สอย ตามการเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อมของสังคม โดยกองหนังสือเดินทาง ได้พยายามพัฒนาระบบการผลติเล่มหนังสือเดินทางอย่างต่อเนื่อง เพื่อการให้บริการหนังสือเดินทาง เป็นไปด้วยความสะดวก รวดเร็ว และป้องการการปลอมแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในช่วงระหว่างปี 2536-2545 ได้มีการนำระบบ Digital Passort System ซึ่งเป็นวิธีการพิมพ์รูปผู้ถือหนังสือเดินทาง ลงในหนังสือเดินทางด้วยระบบดิจิตอล แทนการติดรูปตามระบบเดิม และสามารถอ่านได้ด้วยเครื่อง (Machine Readable Passort) มีการปรับเปลี่ยนการผลิตเล่มหนังสือเดินทาง ที่สามารถจัดเก็บข้อมูลในเล่มหนังสือเดินทางเป็นข้อมูลหน้าเดียว เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานของ องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization ICAO) ต่อมาก็ได้นำเทคโนโลยีการถ่ายรูป การบันทึกข้อมูลและการพิมพ์ขอมูลลงในเล่มโดยตรง รวมทั้งการสร้างระบบหนังสือเดินทาง ซึ่งสามารถเชื่อมโยงข้อมูลทะเบียนราษฎร ด้วยระบบคอมพิวเตอร์จากฐานข้อมูลของกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้สามารถตรวจสอบสถานะของผู้ขอหนังสือเดินทาง โดยอาศัยหมายเลขประจำตัวประชาชนให้บริการรับคำร้องโดยรวดเร็ว และทำการผลิตหนังสือเดินทางได้ภายใน 3 วันทำการ

ในปี 2545 กองหนังสือเดินทางได้พัฒนารูปแบบของหนังสือเดินทางแบบใหม่ที่มีคุณลักษณะป้องกันการปลอมแปลง (Security Features) เพิ่มมากขึ้นและใช้เทคโนโลยีระดับสูงเช่นเดียวกับการพิมพ์ธนบัตร มีคุณสมบัติพิเศษที่ใส่ไว้ในหนังสือเดินทาง บางอย่างเห็นไม่ได้ด้วยตาเปล่า ต้องใช้เครื่องมือเฉพาะในการตรวจสอบ และบางอย่างก็แฝงไว้อย่างแนบเนียน ทำให้ยากในการปลอมแปลง อีกทั้งคุณลักษณะบางประการผลิตขึ้น ด้วยกรรมวิธีและสารเคมีที่ไม่อาจหาในท้องตลาดทั่วๆ ไป ทำให้มีความปลอดภัยและปลอดจากการปลอมแปลง

หนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-passport)
เหตุการณ์การก่อวินาศภัยตึก World Trade ที่มหานครนิวยอร์ก เมื่อ 11 กันยายน 2544 เป็นแรกผลักดันให้องค์การการบินพลเรื่องระหว่างประเทศ (ICAO) และประเทศต่างๆ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา พยายามหามาตรการสกัดกั้นการก่อการร้ายระหว่างประเทศ โดยนำเคนโนโลยีสมัยใหม่ มาประยุกต็ให้ให้เข้ากับสถานการณ์ ด้วยการเร่งพัฒนารูปแบบหนังสือเดินทางให้ทันสมัย ยากต่อการปลอมแปลง สามารถตรวจสอบเพื่อพิสูจน์ตัวบุคคลได้แม่นยำ และสะดวกรวดเร็วในรูปแบบการบันทึกข้อมูลชีวภาพ (Biometics Data) และนี่เองเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนา รูปแบบหนังสือเดินทางของไทยเป็นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ หรือ (e-passport) โดยเริ่มจากการหารือ ระหว่างนากรัฐมานตรีไทยและมาเลเซีย ที่เกาะลังกาวี ระหว่างวันที่ 27-28 กรกฎาคม 2546 ซึ่งมีประเด็นเรื่องหนังสือเดินทางไทย ต่อมาคณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติ เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2546 มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารปรับปรุงระบบหนังสือเดินทางไทย ให้ทันสมัยได้มาตรฐาน เป็นไปในทางเดียวกันกับต่างประเทศ และสอดคล้องกับความก้าวหน้า ของเทคโนโลยีในปัจจุบัน และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2546 เห็นชอบให้กระทรวงการต่างประเทศก ับการะทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ปรับปรุงระบบหนังสือเดินทางไทยให้ทันสมัยตามมาตรฐานของ ICAO และให้กระทรวงการต่างประเทศพิจารณา จัดเตรียมโครงสร้างของระบบที่เหมาะสม เพื่อรองรับการจัดทำหนังสือเดินทางให้ทันสมัยต่อไป

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ถือเป็นนโยบาย ที่กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการ เพื่อสนองตอบนโยบายของรัฐบาล ด้านการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (e-government) และเพื่อให้สอดคล้องและสามารถบูรณาการกับระบบ smart card ของกระทรวงมหาดไทย ระบบตรวจคนเข้าเมืองของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ระบบตรวจสอบประวัติของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในอนาคต เพื่อยกระดับหนังสือเดินทางไทยให้มีความทันสมัยสอดคล้องกับประเทศต่างๆ รวมทั้งเป็นมาตรฐานเดียวกับ ICAO และเพื่อเป็นมาตรการสกัดกั้นและป้องกัน ขบวนการก่อการร้ายระหว่างประเทศ และการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ซึ่งมีผลกระทบต่อความมั่นคง ของประเทศและความปลอดภัยของประชาชน

e-passport คืออะไร
หนังสือเดินทางรูปแบบ e-passport คือหนังสือเดินทางที่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ทั้งเทคโนโลยีด้านความปลอดภัย (Security Technology) เทคโนโลยีชีวภาพ (Biometric) เทคโนโลยี Contactless intergrated (IC) และเทคโนโลยีการผลิตเล่มหนังสือเดินทาง (Passport Booklet) มาผสมผสานเข้าด้วยกันเป็นหนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Passport, e-passport) ด้วยการบันทึกข้อมูลชีวภาพ อาทิ รูปถ่าย โครงสร้างใบหน้า ลายพิมนิ้วมือ ม่านตาหรือฝ่ามือ ฯลฯ ใน microchip ฝังไว้ในหนังสือเดินทาง ทำให้ป้องกันการปลอมแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถตรวจสอบเพื่อพิสูจน์ตัวบุคคลได้แม่นยำและสะดวกรวดเร็ว นอกจากไทยซึ่งเป็นประเทศแรกในภูมิภาคแล้ว ปัจจุบันสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักรและสวีเดน กำลังอยู่ในระหว่างการริเริ่มทดลองเป็นโครงการนำร่อง ทั้งนี้เนื่องจากเป็นเรื่องใหม่ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องมีความก้าวหน้าและทันสมัยมาก อีกทั้งค่าใช้จ่ายสำหรับเทคโนโลยีเหล่านี้ยังมีราคาสูงมาก
รูปแบบ e-passport ของไทย กรมการกงสุลได้ศึกษาและกำหนดรูปแบบ e-passport ไทยที่สอดคล้องกับมาตรฐานของ ICAO ดังต่อไปนี้

1. เป็นหนังสือเดินทางที่สามารถอ่านด้วยเครื่อง (machine readable) ที่บันทึก
2. ข้อมูลใน microchip 2 แบบคือ ข้อมูลบุคคลในหน้าหนังสือเดินทางที่เป็นข้อความ และลายมือชื่อ และข้อมูลชีวภาพคือ รูปถ่ายโครงสร้างใบหน้า และลายนิ้วมือฝังที่หน้าข้อมูลหรือปกหลังของ e-passport ไทย
3. microchip ที่ใช้มีหน่วยควมจำตั้งแต่ 32 k ขึ้นไปเพื่อให้สามารถบันทึกโครงสร้างใบหน้า ลายพิมพ์นิ้วมือและข้อมูลบุคคล รวมมทั้งรองรับากรปรับเปลี่ยนหรือเพิ่มเติมมาตรฐานในอนาคตของ ICAO ได้ทุกรูปแบบ
4. คุณลักษณะของ microchip ที่ฝังใน e-passport ไทย จะเป็นแบบ Contactless IC
5. หน้าข้อมูล Polycarbonate ที่ใช้กับเครื่อง Laser Engraving

แผนงานและเป้าหมายการผลิต
1. กระทรวงการต่างประเทศได้แต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนารูปแบบหนังสือเดินทาง e-passport โดยมีผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ ดร. สรจักร เกษมสุวรรณ เป็นประธาน ประกอบด้วยหน่วยงานต่างๆ ในกระทรวงฯ และผู้แทนกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเป็นกรรมการ เพื่อพิจารณารายละเอียดเกี่ยวกับ e-passport ของไทยและจัดจ้างบริษัทที่ปรึกษาโครงการพัฒนาระบบ เพื่อให้ตำปรึกษา เสนอแนะการพัฒนาระบบให้เ)็นไปตามมาตรฐาน ICAO จัดทำข้อกำหนดโครงการ (TOR) และข้อมูลจำเพาะ เพื่อจัดจ้างผู้ประกอบการพัฒนาโครงการรวม ทั้งติดตั้งและประเมินผลการดำเนินงานโครงการดังกล่าว
2. แผนการออก e-passport ทูตและราชการเป็นโครงการนำร่อง ภายหลังจากได้ผู้ประกอบการจากการประกวดราคา เพื่อจัดจ้างผู้ประกอบการผลิตเล่มหนังสือเดินทางและพัฒนาระบบ e-passport จำนวน 7 ล้านเล่ม ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างขั้นตอนการดำเนินการ และคาดว่าจะสามารถให้บริการแก่ประชาชนทั่วไป ที่กรมการกงสุลได้ในราวเดือน เมษายน 2548 เป็นต้นไป และขยายขอบข่ายครอบคลุม สำนักงานสาขาของกองหนังสือเดินทางทั้งในประเทศ และสถานเอกอัครราชทูต/สถานกงสุลใหญ่ของไทย ในต่างประเทศได้ภายในปี 2548 รวมทั้งมีการปรับปรุงระบบ ให้สอดคล้องกับการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยี และการปรับเปลี่ยนมาตรฐาน ด้านเทคนิคของ ICAO ทั้งนี้รูปเล่มหนังสือเดินทางจะมี 48 หน้า มีอายุการใช้งาน 5 ปี และไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลในเล่มหรือต่ออายุในเล่มได้ (เว้นแต่จะเป็นไปตามข้อกำหนดของ ICAO) โดยผู้ขอทำหนังสือเดินทางแสดงบัตรประจำตัวประชาชนตัวจริงที่มีเลข 13 หลัก พร้อมกับลงลายมือชื่อทางอิเล็กทรอนิกส์บนข้อมูลชีวภาพทั้งหมดซึ่งได้แก่ รูปภาพใบหน้า และลายนิ้วมือ

เจ้าหน้าที่การทูต 7
กองหนังสือเดินทาง กรมการกงสุล
© ข้อมูลจากหนังสือ "วิทยุสราญรมย์" ปีที่ 6 ฉบับที่ 25 ตุลาคม - ธันวาคม 2547

Monday, December 05, 2005

Firework

วันนี้วันเฉลิมในหลวงของปวงชนชาวไทย นัดกับเพื่อนๆว่าจะไปถ่ายรูปพลุที่สนามหลวงกันซะหน่อย
ปรกติแล้ววันนี้ของทุกปี มักจะไม่ได้ไปไหน อยู่บ้านซะมากกว่า มาปีนี้ เกิดอยากไปถ่ายรูปพลุ หลังจากพลาดจากเมื่อวันแม่ที่ผ่านมา

นัดกัน 6 โมงเย็นที่สถานีรถไฟฟ้าหัวลำโพง ออกมาก็แวะกินบะหมี่กันก่อน เสร็จสรรพก็โบกแท็กซี่ไปราชดำเนิน
นั่งๆรถ รถก็ติด มองๆไปนอกรถเจอ โดโด้ แต่ดูแปลกๆเหมือนหลบๆ ใครก็ไม่รู้ ตัวใหญ่เหมือนฝรั่งเลย

รถไปจอดบริเวณป้อมพระกาฬ ไปต่อไม่ได้ละ คนเยอะมาก ไหนๆก็มาหยุดที่ป้อมพระกาฬแล้ว วันนี้ประดับไฟสวยดี ถ่ายรูปซะหน่อย

ป้อมพระกาฬ

วันนี้ลงทุนเอาขาตั้งกล้องมาด้วย ตั้งแต่มีเจ้าขาตั้งกล้อง ยังไม่เคยเอามาใช้จริงๆจังๆซะที
ถ่ายตรงนี้เสร็จ พวกเราก็ไม่ไปไหนกันละ ตั้งขาตั้งกล้องรอกันตรงเกาะตั้งเสาไฟจราจรตรงนั้นเลยอ่ะ แล้วก็ระดมถ่ายรูป แบบว่าลองตั้งค่าต่างๆกัน ฉันก็ลอง mode P โดยลองตั้งค่า

แต่ไหงถ่ายไปถ่ายมา รูปมันจ้าไปหมดเลย สงสัยยังตั้งไม่ถูก ไม่เป็นไร ลองผิดลองถูกไป

ถนนราชดำเนิน

ตั้งได้สักพัก คนเริ่มเดินทางมากันเยอะพอสมควร ส่วนใหญ่ก็มุ่งหน้าไปสนามหลวงกัน พวกเราก็ตั้งใจปักหลักกันอยู่ตรงนี้แหละ คิดว่าน่าจะเป็นมุมดีที่สุดแล้วนะ

แต่เพื่อให้แน่ใจว่าตรงจุดนี้จะได้เห็นพลุจริงๆ ลองสอบถามคนขายหมูปิ้งดีกว่า
หลังจากแน่ใจว่า จุดนี้ก็มองเห็นเหมือนกัน ก็ตั้งกล้องอีกครั้ง ลองถ่ายหลายๆรูป ลอง drive mode ดูบ้างดีกว่า

ประมาณ ทุ่มกว่า ตำรวจก็กั้นไม่ให้อยู่ตรงเกาะกลางถนน คือขบวนเสด็จกำลังจะผ่านไป มองเพ่งอยู่ แต่ไม่แน่ใจว่าใครเสด็จ

ถนนราชดำเนิน

หลังจากขบวนเสด็จผ่านไป พวกเราก็รีบกันเลย ตั้งกล้องเตรียมละ
แต่... เอาเข้าจริง ปรากฏว่า พลุขึ้นอีกทางหนึ่ง มุมแบบ 90 องศาจากที่ยืนเล็งเลยนะเนี่ย รีบเปลี่ยนมุมกล้อง แต่กว่าจะจัดตำแหน่งได้ ปรากฏว่า ควันเต็มไปหมด

พลุขึ้นได้สักพัก ก็เปลี่ยนมุมมาอยู่ตรงมุมแรกที่พวกเราตั้งกล้องไว้ ว๊า.. ต้องหันกล้องกลับมาอีกล่ะ

ถ่ายไปหลายช๊อตมากๆ แต่... ไม่สวยเลยแฮะ การใช้ขาตั้งกล้อง มันก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียต่างกัน ในกรณีที่เราไม่สามารถคาดตำแหน่งของสิ่งที่จะถ่ายได้แน่นอน (อย่างเช่น พลุเนี่ย) อันดีเป็นข้อเสียแล้วล่ะ เพราะกว่าเราจะปรับกล้องให้ถ่ายตำแหน่งพลุได้ พลุก็ถูกจุดไปหลายนัดแล้วล่ะ ตามมาด้วยควันเต็มไปหมด

เอารูปที่ถ่ายมาดู ไม่มีรูปพลุสวยเลยสักรูป เพิ่งรู้ว่าถ่ายรูปพลุเนี่ยยากจริงๆ

ถ่ายบริเวณรอบๆแล้วกัน