Sunday, January 15, 2006

ShenZhen – No Photo Land

และแล้ววันนี้ก็เริ่มออกเดินทางไป ShenZhen ไปดูระบบ Line-Test ที่บริษัทมีโครงการจะซื้อมา implement เอง ไปกัน 3 คน

ไปถึงสนามบินยังไม่ 6 โมงเช้าเลย ก็เครื่องออก 8:00 น.นะซิ ไปถึงก็รอ เอ๋กะพี่พี นัดกะเอ๋ว่าเจอกันแถวๆ KFC (แต่สงสัยจะจำผิด คราวที่แล้วไปสิงคโปร์ไป terminal 2 แน่เลย KFC ตรงนั้นจะมีบริเวณให้นั่งด้วย)

นั่งรออยู่แถวๆที่สนามบินจัดให้นั่ง บังเอิญจังเจอคุณต๋อยที่เป็นไกด์ตอนไปแม่ฮ่องสอน เห็นว่ามาส่งลูกค้า นั่งรอเอ๋สักพัก คุณต๋อยก็ขอตัวไปหาลูกค้าก่อน เลยไม่ได้เจอเอ๋เลย

สักพักหลังจากเจอเอ๋ กะพี่พี พี่พีแลกเงินฮ่องกง แต่ไม่แลกหยวนไปเลยอ่ะ เห็นอัตราแลกเปลี่ยนแล้วก็น่าตกใจ ราคาขาย 5 กว่าๆ ราคารับซื้อคืน 4 กว่าๆ ต่างกันตั้งบาทแน่ะ ดีนะที่เราแลกมานิดหน่อย (ตอนไปแลก 1 หยวน=5.22 บาท, 1 HK = 5.14 บาท)

เสร็จสรรพ ไปต่อแถวเช็คอินเลยดีกว่า แต่ทว่าทำไมมันเป็นแบบนี้หล่ะ นี่หรือแถวการบินไทย พี่พีบอก Row4 แต่ว่าเราดูแล้วนาว่า row 2 แต่เอาก็เอา row 4 ก็ได้อ่ะ แต่สิ่งที่เห็นคือ คนเยอะแล้วแถวก็ไม่เป็นระบบ เปิดแค่ counter เดียว แต่มีตั้งหลายเที่ยวบินมาต่อแถวเดียวกัน ทั้งออสเตรเลีย, ฟิลิปปินส์, ฮ่องกง และก็อีกสารพัด ยืนได้ประมาณชั่วโมง ท่าจะไม่ไหวแล้วอ่ะ จะขึ้นเครื่องทันมั๊ยเนี่ย

อย่าดีกว่า ลองไปดู row อื่นดีกว่า ปรากฏว่า row 2 ก็เช็คอินได้เหมือนกัน เฮ้อ กว่าจะ เช็คอินเสร็จก็จวนเจียนแล้ว เจอท่านประธานเจ้าสัวด้วย สงสัยไปเมืองจีน หรือเปล่าน๊า

กว่าจะเข้าไปข้างในได้ก็ 8 โมงแล้วล่ะ เที่ยวบินเลื่อนการเดินทางเป็นแถวๆ แต่เที่ยวบิน TG600 ที่จะไปฮ่องกงของเราเนี่ยไม่ delay แค่เลื่อนเวลาไปครึ่งชั่วโมง ก็ยังดี

ต้องนั่งรถบัสไปขึ้นเครื่องด้วย นึกว่าสมัยนี้ไม่ต้องมีแบบนี้แล้วนะ (เคยนั่งแบบนี้เมื่อ 13 ปีก่อนโน้น)

บนเครื่อง อาหารเสริฟช้าจริง นั่งไปเกือบชม.แล้วนะเนี่ย หิวตาลายแล้วนะ
อาหารการบินไทย ไม่ค่อยอร่อยอ่ะ ทำไมมันผิดคาดแบบนี้ แถมทำไมไม่เสริฟน้ำพร้อมกับอาหารล่ะ กินแล้วติดคอจะทำไงเนี่ย

กว่าจะกินเสร็จ ก็เกือบจะถึงล่ะ เลยไม่ได้นอนกันพอดี บริการดีจริงจริ๊ง การบินไทยเนี่ย
ถึงฮ่องกงประมาณเที่ยงกว่าๆแล้ว หลังจากปรับนาฬิกาให้เดินเร็วขึ้น 1 ชม. ที่สนามบิน เจอคนหัวเหว่ยมารับ ได้นั่งรถของ CEO ด้วยนา หรูเชียว แต่ไม่รู้ว่ายี่ห้อไรอ่ะ


สะพานเชื่อมต่อฮ่องกงกับเซิ่นเจิ้น

รถที่นี่เขามี 2 ทะเบียน ฮ่องกงกับจีน ก็ดีนะเดินทางไปมาระหว่าง 2 ประเทศสะดวกดี
ป้ายรถยนต์ 2 ทะเบียน

ใช้เวลาตรวจคนเข้าออกเมืองไม่นานนัก ออกจากฮ่องกง เข้าจีน โอ้โฮ วันเดียว เหยียบตั้ง 3 ประเทศเลยนะเนี่ย
ด่านตรวจคนเข้าเมือง

ด่านตรวจคนเข้าเมือง

ได้ยินคนขับรถบอกว่า ถ้ามาด้วยรสบัสแบบทัวร์ จะต้องลงจากรถ เพราะเจ้าหน้าที่จะมาตรวจรถ แล้วเดินไปขึ้นรถอีกฝั่ง แต่ถ้ามารถเก๋งธรรมดาละก็ ไม่ต้อง

และแล้ว ก็มาถึง ZenChen บ้านเมืองเขามีแต่ตึกสูงๆ แน่นๆ เหมือนฮ่องกงเลยอ่ะ ไม่น่าเชื่อ เมืองชายแดนจะเจริญแบบนี้

ตัวเมืองเซิ่นเจิ้น

คนขับรถพามาส่งที่ Grand View Hotel หรือ Jingxuan Grand Hotel อยู่ในตัวเมืองเลยอ่ะ เห็นว่าเป็นโรงแรม 5 ดาวด้วยนะ ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้า Gang Xia ก็ดีแสงสีเยอะดี
Grand View Hotel


ได้พักกันคนละห้อง ห้องของเรา 2014
เก็บของเสร็จ ก็เริ่มออกไปเดินกันละ แถวๆโรงแรมเนี่ยมีห้างใหญ่ๆชื่อ A-Best ลองเดินเข้าไปสำรวจกันหน่อย

คนเยอะจริงๆ ดูสับสนวุ่นวาย คงเพราะใกล้ตรุษจีนด้วยมั้ง ไปที่ไหนเห็นตกแต่งร้านด้วยของตรุษจีน แดงไปหมด

มีอย่างหนึ่งเห็นแล้วแปลกดี เห็นคนเขามุงๆทำไรกันอยู่ พอเดินเข้าไปดู เห็นคนที่นี่กำลังเลือกเมล็ดก๊วยจี๋กัน เลือกกันขมักเขม่นเลยล่ะ บ้านเราจะซื้อก็ซื้อเลย ไม่มีใครมาเลือกทีละเม็ดหรอก

เลือกเมล็ดก๊วยจี๋

สังเกตุสาวๆที่นี่แต่งตัวกันเดิ้นมากๆ รองเท้าบู๊ตกันทุกคน ดูแต่ละคนเหมือนออกมาจากแค็ทตาล๊อกเหมือนๆกันไปหมดเลย

ลองไปนั่งรถไฟฟ้าใต้ดิน แต่ที่นี่เขาไม่ให้ถ่ายรูปอ่ะ เวลาเราจะถ่ายรูป คนที่นี่จะดูเราด้วยสายตาแปลกๆ ทำไมเหรอ ไม่เคยเห็นหรือไงเนี่ย

ตอนแรกว่าจะถ่ายรูปเส้นทางสถานีรถไฟฟ้า แต่คุณยามเขาไม่ให้เราถ่ายรูป เราเลยมั่วนิ่มว่าจะไปสถานที่ที่ซื้อ DVD เขาแนะนำให้นั่งไปอีก 2 สถานี

สัญลักษณ์ Metro - รถไฟฟ้าใต้ดิน

ค่ารถไฟฟ้าที่นี่ถูกกว่าบ้านเรา ราคาสูงสุดแค่ 4 หยวน ก็ 20 บาท นั่ง 3 สถานีราคา 2 หยวน
ไม่รู้ตรงนี้เรียกว่าอะไร แต่มีตึกสูงๆขายของ Electronic เข้าไปดูเห็นมี MP3, MP4 ขายเต็มไปหมด ราคาไม่แพง แต่ไม่รู้ว่าจะใช้ได้อ่ะเปล่าเนี่ยซิ

เดินที่นี่ได้ซักพัก เกือบ 5 โมงเย็น กลับโรงแรมไปกินข้าวเย็นดีกว่า วันนี้ได้กินบุฟเฟต์ที่โรงแรม
บุฟเฟต์เนี่ย หลากหลายจริงๆ แต่มีเนื้อตั้งหลายจาน เนื้อแกะก็มี แถมหูฉลามก็มีแต่วิญญาณมั้ง ทั้งหม้อ เห็นมีเส้นๆไม่กี่เส้น กินเสร็จ ออกไปตระเวนรอบดึกอีกครั้ง คราวนี้เอาแถวๆโรงแรมแล้วกัน

เดินออกจากโรงแรมนิดหน่อย เห็นนักดนตรีวณิพก นั่งเล่นดนตรีมีทั้งสีซอ ขลุ่ยจีน พอฉันถ่ายรูป คนแถวนั้นมองเราเหมือนเราเป็นคนแปลกยังไงก็ไม่รู้

กลุ่มดนตรีวณิพก

ไม่น่าเชื่อเลยแฮะ ใกล้ๆบริเวณโรงแรมที่สุดหรู ข้างหลังจะเป็นเหมือนแหล่งชุมชน ผู้คนดูอาศัยแออัดยัดเยียด ตึกสูงๆ มีเสื้อผ้าตากยื่นออกมาจากระเบียงเต็มไปหมด

เห็นมีร้านเสริมสวย เห็นคนที่นี่เขาให้บริการสระผมเหมือนที่ฮ่องกงเลยอ่ะ คือนั่งสระกันที่เก้าอี้ สระเสร็จถึงจะไปล้างน้ำข้างหลัง เอ.. น่าลองบ้างจัง

พวกเราเดินเข้าไปในซอยเล็กซอยน้อย น่ากลัวเหมือนกันแฮะ ได้เห็นสภาพชีวิตจริงของคนที่นี่ ด้านนอกความเจริญสุดๆ แต่ด้านในคุณภาพชีวิตกลับตรงข้าม

เดินตระเวนรอบๆได้สักพัก กลับโรงแรมไปนอนดีกว่า

Saturday, January 07, 2006

Madagascar

วันนี้ ไม่ได้ออกไปไหน นั่งแก้ไข code จนถึงเย็น ไม่ไหวล่ะ หยิบ DVD มาดูดีกว่า ที่เช่ามาจากคุณเอกตั้ง 4 เรื่อง ตั้งแต่ปีใหม่ (กะว่าไม่ได้ไปไหน) ก็ยังไม่ได้ดูซักเรื่องเลย เอาเรื่อง Madagascar ก่อนล่ะกัน

ชื่อมาดากัสการ์เนี่ย พักหลังได้ยินบ่อยๆ ก็หลังจากการ์ตูนเรื่องนี้ออกฉาย แล้วก็ได้ยินมาว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกแหล่งที่กำลังมาแรง เพราะเป็นเกาะที่มีสัตว์, พืชพรรณแปลกๆ อยู่มาก วันก่อนดูรายการ กบนอกกะลา เกี่ยวกับเรื่องพลอยเมืองจันท์ ก็ทำให้รู้เพิ่มมาอีกว่า พลอยอีกแหล่งของโลก ก็อยู่ที่ มาดากัสการ์เนี่ยเอง

เรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับสัตว์ 4 ตัวคือ Alex (สิงโต), Marty (ม้าลาย), Gloria (ฮิปโปโปเตมัส) และ Melman (ยีราฟ) ที่อาศัยอยู่ในสวนสัตว์แห่งหนึ่งในนิวยอร์ค โดยมี Alex ถือว่าเป็นดาวเด่นของสวนสัตว์แห่งนี้

เมื่อวันครบรอบวันเกิดปีที่ 10 ของ Marty เขาเกิดอยากกลับไปอยู่ป่า ด้วยความคิดที่ว่า เขาเป็นสัตว์ที่ควรจะอยู่ที่ป่ามากกว่าสวนสัตว์

คืนนั้นเองเขาแอบหนีจากสวนสัตว์ขึ้นรถไฟเตรียมจะไปที่ป่าแห่งหนึ่ง แต่เขาก็หวังแต่เพียงจะออกไปเที่ยวเล่นซักคืนหนึ่งแล้วกลับมา
เมื่อเพื่อนๆของเขารู้ว่า Marty หนีหายไป ก็เที่ยวออกตามหา แต่เนื่องจาก Alex เป็นสิงโตที่คนทั่วไปกลัวกัน กลุ่มของเขาทั้งหมดจึงถูกจับ โดยที่ยังไม่ได้ออกจากนิวยอร์ค

พวกเขาทั้งหมดเตรียมถูกส่งไป ป่าแห่งหนี่งที่แอฟริกา แต่เกิดการ Hijak จากเหล่านกเพนกวิน ที่ปล้นเรือแล้วจับกุมกัปตันเรือ โดยจุดประสงค์ของเพนกวินคือไปที่ แอนตาติกก้า

ในขณะที่เกิดจลาจลบนเรือ ลังที่ใส่พวกเขาอยู่ ก็ตกลงไปในทะเล ทั้งหมดไปติดเกาะแห่งหนึ่งชื่อ มาดากาสก้า
ที่นั่นพวกเขาได้เจอสัตว์แปลกๆ Marty ตื่นเต้นมาก แต่ Alex ด้วยความที่ไม่คุ้นเคยกลับไม่สามารถปรับตัวได้ และอยากกลับไปอยู่ในสวนสัตว์ ใช้ชีวิตแบบเก่าๆ

Alex ด้วยความที่เป็นสัตว์กินเนื้อ ที่ต่างจาก Marty, Gloria, Melman ดังนั้นเมื่อหลายวันผ่านไป ด้วยสัญชาติญาณเดิมทำให้เขาแสดงอาการที่อยากกินเนื้อ ทำให้เพื่อนๆของเขากลัวกันหมด แต่ด้วยความเป็นเพื่อน ทำให้วิกฤตการณ์ในครั้งนี้ผ่านไปได้

เขาได้ตระหนักแล้วว่า สิงห์โตควรอยู่ในป่า มากกว่าสวนสัตว์ ในตอนท้ายเรื่อง เจ้ากลุ่มนกเพนกวินได้ขับเรือมาที่เกาะแห่งนี้ แต่ทั้งหมดก็ไม่สามารถออกจากเกาะนี้ได้ เพราะน้ำมันหมด

ดูเรื่องนี้แล้ว ได้แง่คิด 2 อย่าง
1.คนเรามักจะกลัวที่จะเปลี่ยนแปลง ถ้าคุ้นเคยอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ไม่อยากที่จะเปลี่ยน ซึ่งทำให้เราอาจพลาดสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตไป
2.สิงห์โตยังไงก็เป็นสัตว์กินเนื้อ (อิอิ)

Thursday, January 05, 2006

Chinese VISA

วันนี้ไปทำวีซ่าประเทศจีน ดีจังสถานฑูตจีนอยู่ตรงข้ามบริษัท ข้ามถนนไปก็ถึงล่ะ
ได้ยินเจ้าหน้าที่ว่าต้องใช้รูป 2 นิ้ว 1 ใบ เรามีแต่รูป 1 นิ้ว งั้นเอารูปดิจิตอลที่ถ่ายไว้ไปอัดดีกว่า ประหยัดดี


ไปอัดที่ Fortune บอกว่า เอารูปขนาด 2 นิ้ว รูปจัมโบ้ 1 รูป จะได้ประมาณ 4 ใบ ไปอัดกับเอ๋คนละใบ คิดว่าก็คงประมาณ 8 บาทละมั้ง ตอนกำลังตกแต่งรูปอยู่ มีฝรั่งคนหนึ่งมาถ่ายรูป 2 นิ้วเอาไปติด passport ที่ร้านเขาคิด 100 บาท


เอ๋ : ดูซิ ถ่ายรูปแค่เนี้ย อัดรูปมาคิดตั้ง 100 บาทแน่ะ กำไรดีจัง
lunar : อือม นั่นซิ

หลังจากที่อัดรูปเสร็จ ตัดเรียบร้อย
เอ๋ : ครับ เท่าไรครับ
เจ้าหน้าที่ : 200 บาทค่ะ
lunar :

โอ้ เป็นไงล่ะ นั่นซิ กำไรจริงๆ
รู้งี้ ถ่ายรูปที่ร้านดีกว่า คิดราคาก็เท่ากัน

เสร็จสรรพ ก็ไปทำวีซ่า อยู่ที่ชั้น 4 คนเยอะมากจริงๆ แสดงว่ามีคนเข้าๆออกๆที่เมืองจีนเยอะมากจริงๆ นี่ขนาดไปวันธรรมดา ไม่ได้ช่วงเทศกาล วันหยุดนะเนี่ย

ขั้นตอนก็ไม่มีอะไรมาก กรอกแบบฟอร์ม ติดรูป (ไอ้ใบละ 25 บาทเนี่ย ก็ต้องเอามาตัดเหมือนรูป 1 นิ้วอยู่ดี) แล้วก็ไปยื่นให้เจ้าหน้าที่

เจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้ซักถามอะไรเลย รับแบบฟอร์มกับpassportไปแล้วก็ให้ใบไว้รับ passport มาให้ ที่นี่ดีอย่างคือยังไม่ต้องจ่ายเงินค่าวีซ่า (1000 บาท) ในวันมาขอ แต่จ่ายวันมารับ

แต่ยังไงค่าทำวีซ่าของเรา ก็ฟรีอยู่ดีล่ะ อิอิ

Monday, January 02, 2006

แต่งตัวให้นาฬิกา

วันนี้หยุดอีก 1 วันไม่ได้ไปเที่ยวที่ไหน หลังจากที่ถูกยกเลิกไปเที่ยวที่เมืองโบราณ ฮึ่ม...
แต่ก็ไม่ได้อยู่บ้านทั้งวันหรอก วันครอบครัวแบบนี้ ไปกินเท็กซัสสุกี้ที่เยาวราช ไปกันทั้งหมด 6 คน 4 วันมาเนี้ย น้ำหนักน่าจะขึ้นมาสัก 1-2 กิโล ก็กินมาตลอด ปีนี้เน้นกินแฮะ กลับมาบ้าน มาจัดการกับนาฬิกาดีกว่า หลังจากที่เมื่อวาน มีคนเอาเครื่องแต่งองค์ทรงเครื่องมาให้

มีส่วนประกอบทั้งหมด 4 ชิ้น
1. ม้า อยู่ตรงส่วนบนของตัวเครื่อง
2. ตุ้มข้างๆ 2 ชิ้น (ไม่รู้เรียกว่าอะไรอ่ะ)
3. ตุ้มตรงกลาง 1 ชิ้น

แต่ดูๆแล้ว นาฬิกาเราจะไม่มีส่วนตรงกลางให้ประกอบ งั้นก็ต่อแค่ 3 ชิ้นแล้วกัน
ที่ยากที่สุดคงเป็นตุ้ม 2 อันเนี่ยแหละ ต้องใช้สิ่ว เพื่อเจาะฐานแล้วก็เหลาไปเรื่อยๆให้สามารถใส่เข้าไปในนาฬิกาได้

ไม่น่าเชื่อว่า จากเดือยที่ใหญ่ แต่เหลาไปเหลามา ไหงพอมาประกอบใส่ในนาฬิกา มันหลวมอ่ะ คือ อันหนึ่งหลวม อีกอันมันพอดี ก็ต้องอัดกาวเข้าไป ส่วนม้า เหลาออกนิดหน่อย ก็สามารถสวมเข้าไปได้ หลังจากเสร็จ หน้าตาเป็นอย่างนี้แหละ

Before

(รูปนี้ถ่ายเมื่อหลายเดือนก่อน ตอนนั้นถ่ายเพื่อต้องการเขียน diary เกี่ยวกับเจ้านาฬิกาเรือนนี้ที่มันงอนไม่ยอมเดิน เมื่อเจ้านายใหญ - ป๊ะป๋า ไม่อยู่บ้าน มารู้ตอนหลังว่า เราไขลานผิดด้านเนี่ยเอง โชคดีนะเนี่ยที่ถ่ายไว้ก่อน ไม่งั้นไม่มีรูปเปรียบเทียบให้เห็นแน่เลย)
After

แหม หล่อขึ้นเยอะ

Sunday, January 01, 2006

สวัสดีปีจอ กับ นาเนียร์


สวัสดีปีใหม่ - 2006
เมื่อคืนไม่ได้ไป count down ที่ไหน นั่งดูอยู่หน้าจอโทรทัศน์ แต่ดูๆแล้วเบื่อๆอ่ะ เปิดไปช่องไหนก็มีแต่ร้องเพลง ยั่งกะ ดูคอนเสริท์ ก็เลยปิดโทรทัศน์ไปก่อน กะว่าใกล้ๆเที่ยงคืนค่อยเปิดมาดูอีกที นั่งอ่าน Harry Potter# 6 ก่อนดีก่า กำลังสนุกด้วย

เช้าวันนี้ วันปีใหม่ ไม่ได้มี plan ไปไหน ตอนแรกกะว่า จะไปวัดพระแก้ว ไปไหว้พระ เสริมสิริมงคลซะหน่อย และก็ไปเอาปฏิทินหลวงด้วย เมื่อปีที่แล้วกะปีก่อนโน้นไปมา แต่ว่า... คนเยอะมากๆๆๆ เบียดกันเข้าไป ไอ้ครั้นจะไปเพื่อเอาปฏิทินหลวงอย่างเดียว ก็ขี้เกียจอ่ะ คือว่า ถ้าบ้านอยู่ใกล้ๆก็จะไปหรอก ว่าแล้วไม่ไปดีกว่า

มีคนชวนไปดู Narnia หนัง Action Fantasy เห็นว่าเป็นหนังฟอร์มยักษ์นะ ไม่รู้ว่าเรื่องเป็นไงหรอก แต่น่าจะคล้ายๆกับ The Lord of the Ring คิดว่านะ ก็เลย OK ไปดูก็ได้ ปีที่แล้วไม่ค่อยไปดูหนัง ปีนี้เริ่มตั้งแต่ต้นปีเลยนะเนี่ย

ดูที่ Central ลาดพร้าว นัดกะเอ๋ตอน 11 โมง แต่ไปถึงประมาณ 10 โมงกว่าๆ เพราะรถไม่ติด (อยากให้กรุงเทพเป็นอย่างนี้ทุกวันจัง) เอ๋มาตอน 11 โมงกว่าๆ พร้อมกับ เอาม้า-อุปกรณ์เสริมแต่งนาฬิกามาให้ด้วยอ่ะ ใจดีจัง

ตกลงก็ดูรอบบ่าย กินข้าวกันก่อนที่ Grand Canyon ไม่ค่อยหิวอ่ะ เลยสั่งสลัดปลาแซลมอนมากิน

ปีเตอร์ ซูซาน ลูซี่ ขณะเผชิญกับฝูงจิ้งจอก

เรื่อง Narnia เนี่ยก็เป็นหนังแนว แฟนตาซีผจญภัย เป็นเรื่องของเด็ก 4 คนที่ถูกส่งไปอยู่บ้านของศาสตราจารย์คนหนึ่ง เนื่องจากช่วงนั้นเกิดสงคราม เด็กทั้ง 4 ได้ไปค้นพบตู้ใบหนึ่ง ที่เมื่อเปิดไป ก็ไปพบกับ โลกอีกโลกหนึ่งที่ชื่อว่า Narnia เป็นดินแดนเทพนิยาย ซึ่ง สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ที่นั่นก็จะเป็นสัตว์ต่างๆ (ที่พูดได้) หรือไม่ก็ประเภทกึ่งคนกึ่งสัตว์


ดินแดนในนาร์เนียที่หนาวตลอดปี

ฟอน

โดยดินแดนนาร์เนียนี่ถูกสาปให้เป็นฤดูหนาวตลอดกาล จากแม่มดขาวที่ชื่อ จาดิส มีผู้ทำนายว่า ดินแดนนี้จะพ้นคำสาบก็ต่อเมื่อ มีมนุษย์ 4 คนเข้ามาช่วยล้างคำสาป
จาดีส

ตัวเอกที่ดำเนินเรื่องเป็นเด็ก 4 คน คือ ปีเตอร์ ซูซาน เอ็ดมันด์ และลูซี่ น้องนุชคนสุดท้อง เป็นคนแรกที่ค้นพบนาร์เนีย ครั้งแรกที่ลูซี่เล่าให้พี่ๆของเธอฟัง ไม่มีใครเชื่อเธอ หลังจากนั้น เอ็ดมันด์ พี่ชายคนรอง ก็ได้ค้นพบนาร์เนีย และได้เจอ แม่มดขาว ซึ่งหลอกให้เอ็ดมันด์พาพี่น้องที่เหลือทั้ง 3 ให้มาพบเพื่อที่จะได้จับทั้ง 4 เนื่องจากแม่มดขาว รู้ว่า ทั้ง 4 นี้จะมาคลายมนต์ของนาร์เนีย
อัสลานกับเอ็ดมันด์


ตัวละครเอกที่สำคัญคือ อัสลาน เป็นสิงห์โต เป็นหัวหน้าของฝ่ายดีที่ต่อสู้กับแม่มดขาว หนังเรื่องนี้ดูเพลินๆ ก็สนุกดี วิวสวยดี เรื่องนี้จะสนุกมาก ถ้าฉายก่อนเรื่อง The Lord of the Ring แต่ก็ถือว่า OK ดูเพลินๆ ไม่เครียด เด็กดูได้ผู้ใหญ่ดูดี
เรื่องนี้มีชื่อเต็มๆว่า The Chronicles of Narnia ตอน The Lion, The Witch and The Wardrobe เห็นว่าเป็นหนังสือมีทั้งหมด 7 เล่ม ที่มาฉายนี่เป็นเล่มสอง ยังไม่เคยอ่านด้วยซิ ถ้าว่างๆต้องมาอ่านบ้างล่ะ

มีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย อันนี้เอามาจาก web ของ SiamZone
http://www.siamzone.com/movie/m/3540/trivia

  • เรื่องนี้ดัดแปลงมาจาก The Lion, The Witch and The Wardrobe หนังสือเล่มแรกในวรรณกรรมชุดเจ็ดเล่มชื่อ The Chronicles of Narnia ของ ซี.เอส. ลูอิส ที่ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1950
  • วรรณกรรมชุดเจ็ดเล่ม Chronicles of Narnia ประกอบไปด้วย The Lion, The Witch and The Wardrobe, Prince Caspian, The Voyage of the Dawn Treader, The Silver Chair, The Horse and His Boy, The Magician's Nephew และ The Last Battle ทำยอดขายได้กว่า 85,000,000 เล่มใน 29 ภาษา ทำให้เป็นหนังสือชุดที่ได้รับความนิยมสูงสุดรองจากเรื่อง Harry Potter ของ เจ.เค. โรว์ลิง
  • ภาพตัวฟอนถือร่มในหิมะ เป็นแรงบันดาลใจให้ ซี.เอส. ลูอิส เขียนหนังสือเรื่องนี้
  • ดักกลาส เกรชแฮม ลูกเลี้ยงของ ซี.เอส. ลูอิส เป็นหนึ่งในผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้
  • ซี.เอส. ลูอิส เป็นเพื่อนสนิทของ เจ.อาร์.อาร์ โทลคีน ผู้เขียน The Lord of the Rings
  • ปิ๊ปปา ฮอล ผู้กำกับฝ่ายคัดเลือกนักแสดง ทำการค้นหานักแสดงทั่วเกาะอังกฤษเป็นเวลาสองปี โดยการไปเยี่ยมชมโรงเรียนประถมศึกษา สโมสรเยาวชน และคณะละครนับไม่ถ้วน อีกทั้งยังทำการสัมภาษณ์เด็กกว่า 2,000 คน สำหรับบทพี่น้องเพเวนซีย์ทั้ง 4 คน
  • การแต่งหน้า เจมส์ แม็คเอวอย ให้เป็น มิสเตอร์ทัมมัส ต้องใช้เวลาถึง 3 ชั่วโมง
  • เสาตะเกียงที่อยู่ใน นาร์เนีย เป็นเสาตะเกียงของแท้ดั้งเดิมในลอนดอน
  • มีการปลูกต้นไม้กว่า 225 ต้น เพื่อแปลงเวทีเสียงให้กลายเป็นป่านาร์เนียที่ถูกสาปให้อยู่ภายใต้ฤดูหนาว
  • หิมะปลอมที่ใช้ในเรื่องนี้ มาจากการใช้โฟมอัดอากาศบนต้นไม้ กับหิมะกระดาษที่ได้จากผ้าอ้อมที่สับเป็นชิ้นๆ
  • ทีมงานสร้างใช้เรซินกว่า 7,000 แกลลอน และไฟเบอร์กลาสครึ่งกิโลเมตรในการสร้างโลกของแม่มดขาว
  • ชื่อที่ใช้ในระหว่างการถ่ายทำของภาพยนตร์เรื่องนี้คือ The Hundred Year Winter และ Paravel
  • มีการลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ The New Zealand Herald ในเมืองหลักๆ ของประเทศนิวซีแลนด์ คือ ออคแลนด์ เวลลิงตัน และ ไครสต์เชิร์ช เพื่อรับสมัครตัวประกอบที่มีความสูงน้อยกว่า 5 ฟุต และตัวประกอบที่มีความสูงมากกว่า 6 ฟุต เป็นเวลาทั้งสิ้น 2 สัปดาห์
  • ได้มีการขออนุญาตให้นำกวางเรนเดียร์จำนวน 12 ตัว เข้ามาในประเทศนิวซีแลนด์ เพื่อถ่ายทำในฉากลากเลื่อนให้แก่แม่มดขาวในเรื่อง แต่รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและป่าไม้ได้ตอบปฎิเสธกลับมา เหตุเพราะโรคระบาดที่เกิดขึ้นในหมู่กวางเรนเดียร์ที่ทวีปอเมริกาเหนือ อย่างไรก็ตาม ได้มีการอนุญาตให้ใช้สุนัขป่าจำนวน 8 ตัว ในการถ่ายทำที่ออคแลนด์ได้
  • ทิลดา สวินตัน ผู้รับบทแม่มดขาว ไม่เคยอ่านวรรณกรรมที่เป็นต้นฉบับมาก่อนที่จะเล่นเรื่องนี้
  • คำว่า อัสลาน (Aslan) มีความหมายว่า สิงโต ในภาษาตุรกี
  • มีฉากสนทนาระหว่าง ลูซี่ (จอร์จี้ เฮนลีย์) กับ ศาสตราจารย์เคิร์ก (จิม บรอดเบนต์) ซึ่งจะปรากฏให้เห็นระหว่างแสดงเครดิตท้ายเรื่อง

Saturday, December 31, 2005

Bye Bye 2005

วันสุดท้ายของปี 2005 กะว่าจะไปเที่ยว Siam Ocean World เพราะเราได้สิทธิพิเศษพนักงาน TRUE ซื้อ 1 แถม 1 ไปกัน 4 คนซื้อบัตร 2 ใบ ตกคนละ 225 บาท ก็ OK น่ะ

วันนี้ รถไฟฟ้าใต้ดิน ค่าบริการคนละ 10 บาท เด็กและผู้สูงอายุ 5 บาท แถมที่จอดรถฟรีอีก ว่าแล้ววันนี้ก็ใช้บริการ รถไฟฟ้าและที่จอดรถด้วยเลยดีกว่า นานๆทีนะ

เจ๊ฮวงขับรถไปจอดที่สถานีลาดพร้าว นั่งรถไฟฟ้าไปลงที่สถานีสามย่าน ไปกินสเต๊กที่ตลาดสามย่านกันก่อน

ที่นี่ เคยไปกินประมาณ 6-7 ครั้ง ส่วนใหญ่ไปกินสเต็ก อาหารเขาเยอะนะ ราคามิตรภาพ ก็ส่วนใหญ่ลูกค้าจะเป็นนิสิตจุฬา แต่ตอนเราเรียนอยู่ที่นั่น ไปกินประมาณ 2-3 ครั้งเท่านั้น

เสร็จสรรพ โบกแท๊กซี่ไปสยามพารากอน ปรากฏว่า แท็กซี่ไม่ไปเพราะรถไม่สามารถเลี้ยวขวาได้ ถ้างั้นนั่งรถเมล์แล้วกัน

วันนี้ รถก็ยังติด แถมติดมากๆด้วย
ลงที่สยาม เดินนิดหน่อย เข้าสยามพารากอน โอ๊ะโอ คนเยอะมากๆ ยั่งกะแจกของฟรีแน่ะ

ถามประชาสัมพันธ์ บอกให้เดินตรงไปเรื่อยๆ ถ้าเจอลิฟท์แก้ว ให้ลงบันไดเลื่อน ก็จะถึง

ก่อนไปแวะไปเข้าห้องน้ำก่อน แต่ขอโทษเถอะ ทำไมที่นี่เขาทำป้ายแบบนี้ล่ะ แบบว่า ป้ายห้องน้ำดันชี้เข้าไปที่ธนาคาร พวกเราเดินมาเห็น ก็คิดว่าน่าจะเดินต่อไปอีกหน่อย

แต่ปรากฏว่า เจ๊ฮวงเดินฉับๆตรงไป ส่วนฉันก็รอๆอยู่แถวนั้น ในใจก็สงสัยเหมือนกัน พอหันกลับมา อ้าว ห้องน้ำดันอยู่ถัดจากที่เราเดินผ่านมาแล้วนี่

ป้ายเขาชี้ได้งง จริงๆ ทำป้ายได้ไม่สื่อเลย
เอาละ ได้เวลาซักกะที อยู่ตรงไหนเนี่ย Siam Ocean World

เอาเป็นว่า วันนั้น ถามพนักงานประมาณ 6 คน เดินแถบจะทั่วชั้นล่างแล้ว ป้ายซักนิด ก็ไม่มีบอก แถมตอนสุดท้ายที่เจอป้ายบอกทาง ก็ดันชี้ไปเข้าห้องน้ำกับลิฟท์เสียนี่

โอ้.. อะไรกันนี่ ทำไม ห้างใหญ่สุดหรูระดับนี้ ถึงให้ information ที่แย่ขนาดนี้ แล้วอีกอย่าง Siam Ocean World เนี่ยน่าจะมีการบอกทางเป็นระยะๆ

สุดท้าย หลังจากการค้นหาอันยาวนาน ก็เจอจนได้ แต่... ทำไมเป็นงี้ล่ะ คนเข้าแถวเยอะมากๆอีกล่ะ นี่เขาให้เข้าไปดูฟรีหรือไงกันเนี่ย ขนาดเข้าแถวต่อกันเพื่อซื้อตั๋ว ยังเยอะขนาดนี้ แล้วข้างในล่ะ...

ตกลง วันนี้ก็ไม่ได้ดูจนได้ หลังจากประชามติว่า ให้พ้นจากช่วงเทศกาลนี้ไปก่อนดีกว่า มาวันปรกติที่ไม่มี event ดีกว่านะ วันนี้เดินเที่ยวห้างละกัน

โอ้ สยามพารากอน...สยามพาเราหลง

Sunday, December 25, 2005

My New Watch

เช้านี้เอ๋ชวนไปซื้อทองที่เยาวราช ทำนองว่าได้เงินค่า job มา ไม่อยากให้หมดเร็ว ซื้อทองเก็บดีกว่า เอ.. ดีเหมือนกัน เราซื้อบ้างดีก่า.. ตรุษจีนปีนี้ ให้แตะเอียม่ามี๊เป็นทองแทนแล้วกัน

นัดเจอกันที่ default gateway อิอิ.. สถานีรถไฟหัวลำโพง แล้วนั่งสามล้อมาหน้าร้านทอง ฮั่วเซ่งเฮง ร้านนี้มีชื่อมากที่สุด คนเยอะจัง

เอ๋เลือกซื้อสร้อยคอ 1 บาท คนขายหยิบมา 10 เส้นให้เลือกลาย ส่วนเราก็ ร๊อ รอ ไปก่อน คนขายเขาจะ take care เป็นรายๆไป

ทองบาทละ 9800 บวกค่ากำเหน็จอีก 500 ก็ตก 10300 พอเอ๋ซื้อเสร็จ ตอนนี้ก็ถึงตาเราบ้างละ
เลือกสร้อยข้อมือดีกว่า ไอ้ตอนก่อนจะเลือก เห็นผู้หญิงคนหนึ่งมาซื้อสร้อยข้อมือเหมือนกัน เขาเลือกลายได้สวยดี แต่ตอนเราเลือกนี่ซิ ไม่มีลายที่เล็งไว้เมื่อตะกี้ ไอ้จะไปค้นหา ก็เยอะไปหมด สุดท้าย ก็เลือกเส้นมาเส้นหนึ่ง ก็ OK น่ะ ม่ามี๊น่าจะชอบ

หลังจากเสียตังค์แล้ว ก็ข้ามถนนไปกินกาแฟกันซะหน่อย ร้านนี้เลย เอี๊ยะแซ ร้านเก่าแก่ของเยาวราช ร้านนี้เคยมากินครั้งหนึ่ง ตอนตรุษจีน ส่วนใหญ่ลูกค้าที่ร้านนี้จะเป็นอาแป๊ะ อายุไม่น่าต่ำกว่า 60 อิอิ วันนี้กลุ่มเราเด็กสุดนะเนี่ย

ร้านเก่าๆดี โต๊ะและเก้าอี้ ก็แบบร้านจีนเก่าๆ สั่งกาแฟร้อนมากิน กะขนมปังทาเนย กาแฟอร่อยดี ดูเหมือนจะขม แต่ไม่ขม ราคากันเอง 15 บาท ขนมปังแผ่นละ 8 บาท อร่อยและถูกกว่า มนต์นมสด ตั้งเยอะ

กินกาแฟเสร็จ ก็ประมาณเที่ยงแล้วละ จะไปกินบะหมี่กันตรงตลาดเก่า ก่อนไปก็แวะซื้อเกาลัดมาตามระเบียบ หลังๆเนี่ยมักจะซื้อที่ร้าน เฉีย ถุงแดงๆ 1 กิโล ราคามาตรฐาน 200 บาท

เดินไปตลาดเก่า เกือบสุดซอย ก็เจอร้านบะหมี่เกี๊ยว ร้านนี้คุ้นๆเหมือนม่ามี๊เคยมากิน แต่เรายังไม่เคยกินเลยแฮะ สั่งบะหมี่เกี๊ยวหมูแดงมากิน แต่กินไม่หมดอ่ะ คือเพิ่งอิ่มจากกาแฟเมื่อตะกี๊มานะ

ออกจากร้านบะหมี่ เดินวนกลับทางเดิม ข้ามถนนไปอีกนิดก็เป็นคลองถมแล้ว จุดมุ่งหมายวันนี้ของเรา นอกจากทองแล้ว ก็ยังมีนาฬิกาอีกเรือน ว่าจะซื้อ Rolex สวยๆซักเรือน (อิอิ ไม่ต้องบอกหรอกนะว่า ของจริงหรือปลอม)

ที่คลองถมนี่ มี catalog ให้เลือกกันเลย ขายกันเยอะมาก หลายร้าน ไปดูของปลอมแล้วยังต้องระวังของปลอมกว่าอีกแน่ะ

ดูตั้งหลายร้าน ตอนแรกอยากได้แบบ 2 กษัตริย์ แต่ก็กลัวลอก ไปๆมาๆ ก็เลือกแบบสีเงิน กรอบล้อมเพชร หน้ามุก ดูสวยสง่าแบบเรียบๆ ราคา 1800 บาท (ขนาดปลอมนะเนี่ย)

เสร็จสรรพจากการเสียเงินก๊อก 2 แล้ว ก็ตกลงกันว่าจะไปเดินซื้อของกันอีกนิดหน่อยที่จตุจักร แทนที่จะเป็นสำเพ็ง คือเป็นทางกลับบ้านอยู่แล้ว และก็ของเยอะกว่าด้วย

ตั้งใจว่าจะไปซื้อของแจกน้องที่ office สำหรับปีใหม่นี้ คือคงต้องซื้อวันนี้แหละ สัปดาห์สุดท้ายแล้วนี่ นึกๆอยู่ว่าจะซื้ออะไรดี นึกถึงเทียนสวยๆหลากสีได้ ก็เลยว่าจะไปซื้อซะหน่อย

แต่ราคาแพงเหมือนกัน ตกอันละ 20 บาท เกินงบไปหน่อย เดินมาอีกนิด เจอเทียนอีกเหมือนกัน แต่ทำเป็นชุด ชุดละ 12 แท่ง ปัมท์เป็นรูป 12 ราศี ซื้อมา 2 ชุด 140 บาท OK น่ะ ขี้เกียจเดินหานาน

ก่อนกลับ แวะซื้อหนังสือกล้องดิจิตอลเล่มหนึ่ง ราคา 159 บาทจากราคาเต็ม 199 บาท เผื่อจะได้เทคนิคถ่ายรูปสวยๆบ้าง

กลับละ วันนี้กลับบ้านตัวเบาโหวง หมดเงินไปหลายเด้อ

Thursday, December 22, 2005

ราตรีสีแดง

วันนี้ที่แผนก NOC จัดงานเลี้ยงปีใหม่ที่ครัวเกศินี แถวเหม่งจ๋าย
ไปถึงประมาณ 6 โมงกว่าๆ ต้องไปลงทะเบียนก่อน เอาไว้ใช้จับฉลากของรางวัล

งานนี้ ให้ Theme ว่า ราตรีสีแดง เน้นให้แต่งตัวแดงๆมา ไอ้เรานอกจากจะไม่แต่งตัวด้วยสีแดงแล้วยังใส่สีเขียวมาอีก อย่ากระนั้นเลยเอาเสื้อคลุมของปุ้มมาใส่ละกัน กันไว้ก่อนเผื่อคนจัดงานจะลงโทษด้วยวิธีแปลกประหลาด

ไปถึง คนยังน้อยอยู่เลย ว่าแล้วก็โซ้ยเย็นตาโฟคนละชามก่อน ส่วนอาหารหลักต้องรอท่านประธานมาเปิด
พี่ประสงค์มาก็ทุ่มกว่าแล้วละ คนมากันเยอะแยะ ทั้ง 4 แผนกก็ร้อยกว่าคน พี่ประสงค์กล่าวเปิดงาน แล้วก็เริ่มกินกันละ

งานนี้มีการแสดงทั้งหมด 4 + 1 ชุด 4 ชุดนี่เป็นของแต่ละแผนก ส่วนอีกชุดเป็นชุดพิเศษสำหรับ manager โดยเฉพาะ
การแสดงนี้จะมีการโหวตให้คะแนนกันด้วย แต่ไม่ใช้ SMS หรอกนะ ใช้วิธีหยอดเงินใส่กล่อง ทีมไหนได้เงินเยอะสุด ก็ชนะไป

V1 ทีม IPNS ทีมนี้แสดงเดี่ยว ออกมาลิปซิงค์ แต่พ่อเจ้าประคุณ แต่งตัวได้แบบว่า... แถมท่ากระดกกระดกหลังเนี่ยซิ กินขาดจริงๆ
V2 ทีม OLS ทีมนี้ 2 สาว Four-Mod ออกมาคาราโอเกะเพลง "หายใจเป็นเธอ" เรียกคะแนนจากหนุ่มๆไปได้หลายอยู่
V3 ทีม NOCS งานนี้เอาแครอทมาฝาก น้องพึงเป็นนักร้องนำ โดยมี dancer หนุ่ม 4 คน(เอ๋,ตูน1,ตูน2,อ้น) มาวาดลวดลายเด็ก(โข่ง)ชาวเขา

ก่อนถึง V4 ก็มีการคั่นรายการด้วยการแสดง chicken little มีพี่วฤทธิ์, พี่สุเทพ, คุณบุญสม, ดุจ + นา จาก SMC
แต่โอ้ เป็นการแสดงที่สนุกสนาน ประทับใจมาก ไม่น่าเชื่อว่า พี่เทพจะเต้นได้ขนาดนี้ นี่ขนาด ไม่ค่อยได้ซ้อมกันนะเนี่ย

V4 ทีม SMC พี่ต้อยหมวกแดง(พี่สุวัฒน์) นำทีมนักร้องทั้งทีม มาร้องคาราโอเกะกัน หนุกหนาน

ถ่าย video clip ของ V3 และก็ของ manager ได้นิดหน่อย พอดี memory card เต็มซะก่อน เสียดายมากจริงๆอ่ะ แต่ดูๆไป งานนี้มีแต่คนถ่ายรูป ไม่เห็นจะมีใครเอากล้อง video มาถ่ายเลยซะคน

ของรางวัลมีตั้งเยอะแยะ แต่ไหงไม่ยอมจับชื่อเราบ้างน๊า กลับบ้านมือเปล่าอีกปีล่ะ

Saturday, December 10, 2005

Photo Fair

วันนี้เอ๋ชวนไปเที่ยวงาน Photo Fair ที่ศูนย์ประชุมไบเทค บางนา เห็นว่าเซี้ยจะไปซื้อกล้อง (คราวนี้เอาจริงแฮะ เห็นว่าเตรียมไว้ไปเที่ยวที่ฮ่องกง)
ยังไม่เคยไปเลย ไม่รู้มีอะไรบ้าง ลองไปดูซักครั้งก็ดี

นั่งรถไฟฟ้า BTS ไปลงที่สถานีอ่อนนุช ออกจากสถานีเจอ เอ๋กะเค็งพอดี ไปกินข้าวที่ Lotus กันก่อนระหว่างรอตาเซี้ย
หลังจากกินข้าวเสร็จ ออกมาเจอตาเซี้ยแล้ว ก็นั่ง shuttle bus ไปที่งานกัน

งานนี้ส่วนใหญ่แล้ว ก็งานขายกล้อง , อุปกรณ์กล้องต่างๆ นึกว่าจะมีนิทรรศการอื่นๆเกี่ยวกับภาพซะอีก คนไม่ค่อยเยอะเท่าไร พื้นที่บริเวณก็ไม่กว้างมาก ถ้าเทียบกับที่เมืองทอง หรือ ศูนย์สิริกิตต์

เอ๋ดูเหมือนจะสนใจ ธุรกิจอัดรูป มีเครื่องอัดรูปมาแสดงในงานเยอะเหมือนกัน มีตั้งแต่ราคา 6-7 แสน ถึง 2-3 ล้าน ดูๆก็น่าสนใจเหมือนกัน ที่สำคัญคือทำเลดีๆ

ตาเซี้ย ดูกล้องอยู่หลายรุ่น ดูไปดูมา บอกว่าแพงกว่าที่ Fortune แต่ที่นี่เขาประกันศูนย์นี่นา ที่ Fortune ประกันที่ร้าน ราคาอาจแตกต่างเพราะสาเหตุนี้ด้วยละมั้ง

เดินดูสักพัก เห็นปิยะมาศ มานั่งแจกลายเซ็นต์ ขายหนังสือของตัวเอง (หนังสือนู้ด ที่ถ่ายโดยปิยะพงศ์อ่ะนะ) อือม.. หน้ายังเด้งอยู่เลย

ได้ยินเจ้าหน้าที่ประกาศว่าประมาณบ่าย 2 จะมีการเดินแบบ body paint และให้ตากล้องต่างๆที่สนใจ ลองหัดถ่าย ลองๆสอบถามว่ามีใครจะไปดูมั๊ย แต่ผิดคาด ไม่มีใครไปดูแฮะ

ถ้ดจากร้านขายกล้อง มีการบรรยายเรื่องการถ่ายภาพ เข้าไปเมียงๆมองๆ ดู อ้าว ต่อวงศ์ ซาลวาลา นี่นา ได้ยินมาเหมือนกันว่า ระยะหลังเพื่อนเราคนนี้ไปเอาดีด้านถ่ายภาพซะแล้ว วิศวะที่อุตส่าห์ร่ำเรียนมาเนี่ย ไม่เป็นมันแล้วละมั้ง

สุดท้ายตาเซี้ยก็ไม่ได้กล้องตามเคย เอ๋ทายแม่นจัง

ขากลับ ตัดสินใจอยู่ว่าจะไปลงที่ จตุจักร จะไปซื้อ Harry Potter ดีหรือว่า จะลงที่อนุสาวรีย์ชัยไปตัดผมดี .. จับไม้สั้นไม้ยาว ตัดผมเสริมความงามก่อนดีกว่า

Friday, December 09, 2005

E-Passport

วันนี้ไปรับ passport ที่กงศุล ตรงแจ้งวัฒนะ จากที่ไปทำเมื่อวันพุธที่ 7 passport นี้เป็นเล่มที่ 3 แล้วล่ะ ได้ยินมาว่า passport นี้จะเป็น e-passport โอ้ ตื่นเต้น ตื่นเต้น เราจะได้สัมผัสกับ เทคโนโลยีใหม่ๆ

ครั้งแรก ไปทำเมื่อปี 2536 โอ้ 12 ปีก่อน นานมาแล้วนี่นา ตอนนั้นจะไปอบรมที่ญี่ปุ่น ไป 2 สัปดาห์ ครั้งนั้นไปทำที่ ถนนศรีอยุธยา ตอนนั้นขั้นตอนยุ่งยากมาก ต้องเขียนแบบฟอร์มหลายหน้า เอกสารก็เยอะแยะ ทั้ง บัตรประชาชนเอย ทะเบียนบ้าน ทั้งตัวจริง, สำเนา ใช้เวลาทำ 1-2 ชั่วโมง กว่าจะมารับก็ต้องหลายวันอยู่ passport เล่มนี้ใช้ไป 2 ครั้ง แต่ปัทม์ไปหลายหน้า ครั้งนี้ไม่เสียตังค์เอง บริษัทออกให้

ครั้งที่ 2 ไปทำเมื่อปี 2543 ตอนนั้นหนีงานไปทำ คือไปทำบังหน้า จะไปสัมภาษณ์งาน (อิอิ เป็นตัวอย่างที่ไม่ค่อยดีแฮะ) ครั้งนี้เลยต้องเสียตังค์เอง ตอนนั้นกระทรวงต่างประเทศเปลี่ยนสถานที่มาที่ แจ้งวัฒนะ ทำครั้งนี้ขั้นตอนดูยุ่งยากน้อยกว่า ใช้ แค่บัตรประชาชนมั้ง (ไม่ค่อยแน่ใจ จำไม่ค่อยได้ ก็มันนานมาแล้วนี่นา) passport เล่มนี้ ทำแล้วก็ไม่ได้ไปไหนเลยตั้ง 3 ปี ตอนนั้นเสียดายเหมือนกัน แม้ว่าจะใช้ได้ตั้ง 5 ปี แต่เมื่อปี 2546 ตอนนั้น มลชวนไปเที่ยวตุรกี จัดเตรียมทุกอย่างเรียบร้อย กำลังจะขึ้นเครื่องอีก 2 ชั่วโมง ดันมีข่าวเรื่องการระเบิดสถานฑูตกับสนามบิน ตัดสินใจนาทีสุดท้าย ก็ไม่ได้ไป เฮ้อ เสียดายจริงๆ เสียค่าทำวีซ่ากับค่าตั๋วเครื่องบินไปฟรีๆ แต่สุดท้าย passport เล่มนี้ก็ได้ใช้จนได้ ในปลายปี 2547 ไปเที่ยวสิงคโปร์กับเอ๋,นุ้ย,เซี้ย

ครั้งที่ 3 ครั้งนี้ ว่าจะไม่ทำก่อนละ จะไปเมื่อไรค่อยทำ แต่ปรากฏว่าหลังจากเล่ม 2 เพิ่งหมดอายุไปเดือนเดียว พี่ P บอกจะให้ไปเมืองจีน ไปที่เซิ่นเจิ้น ก็เลยไปทำ และก็ได้ยินมาว่า passport ที่จะทำนี่เป็น e-passport ซะด้วย

คนเยอะแม้จะยังเช้าอยู่ ประมาณ 8 โมงเศษๆ แล้วก็ไม่ใช่ช่วงเทศกาล แต่ระบบต่างๆเปลี่ยนไปเยอะ คราวนี้ใช้บัตรประชาชนใบเดียว เจ้าหน้าที่จะกดบัตรคิวให้ และก็ให้กระดาษเล็กๆมาเขียน เขียนเกี่ยวกับชื่อ-นามสกุล บุคคลที่ติดต่อได้ แต่ยังเขียนไม่เสร็จดีเท่าไร ก็ถึงคิวเราแล้วอ่ะ คือจะเรียกแบบต่อเนื่องครั้งละเป็น 10-20 คนเลยทีเดียว วิธีการครั้งนี้ก็ต่างจากทุกครั้ง คือทำที่โต๊ะเจ้าหน้าที่เลยทั้งการถ่ายรูป เซ็นต์เอกสาร จะมี เครื่องอ่านลายนิ้วมือ ใช้นิ้วชี้ ซ้าย-ขวา , กล้องถ่ายรูปดิจิตอล (A95 เหมือนเราเลย) ,เครื่อง printer ใช้เวลาไม่นานก็เสร็จแล้วไปจ่ายตังค์ ทั้งหมด 1000+5 บาท 5 บาทนี่เป็นอากรแสตมป์

วันนี้ไปรับแล้วละ แต่โอ้ ทำไมมันเป็นยังนี้ล่ะ รูปเหมือนขาวดำ หน้าตาก็ดูอืดๆง่วงๆยังไงก็ไม่รู้ ก็ตอนถ่ายไม่ได้เสริมสวยไรเลยเนี่ย แย่จัง ดูดูเล่มนี้แล้วก็เหมือนไม่ต่างจากเล่มก่อนๆ แต่หน้าสุดท้ายจะแข็งๆหนาๆ สงสัย เจ้า microship จะอยู่ในหน้านี้ละมั้ง ว่าแล้วก็ไปค้นๆหาข้อมูลในเว็บเกี่ยวกับเจ้า e-passport ได้ข้อมูลมา ก็เลยเอามาแปะไว้อ่านกัน ข้อมูลข้างล่างนี้มาจาก
http://www.thailife.de/aktuelles-artikel/artikel/e-passport.htm


วิวัฒนาการหนังสือเดินทางไทย สู่หนังสือเดินทางอีเล็กทรอนิกส์
รายการกงสุลสัมพันธ์ ขอนำเสนอเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับหนังสือเดินทางไทยหรือ Passport ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญประจำตัว ที่รัฐบาลประเทศหนึ่งออกให้พลเมือง หรือคนชาติของตน เพื่อให้แสดงตนในต่างประเทศ ซึ่งมีวิวัฒนาการมาตั้งแต่สมัยโบราณ และพัฒนารูปแบบมาจนถึงปัจจุบัน และกำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบนำออกใช้ในอีกไม่ช้านี้ ทั้งนี้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้บางส่วนตำมาจาก และแหล่งที่มาในส่วนของประวัติและภาพประกอบ จากเอกสารของหอจดหมายเหตุแห่งชาติ

หนังสือเดินทางไทยในยุคแรก
ในสมัยโบราณ การเดินทางระหว่างประเทศมีความยากลำบาก และต้องใช้ระยะเวลายาวนาน การเดินทางติดต่อกับต่างประเทศ จึงจำกัดเฉพาะชนชั้นปกครอง ขุนนาง พ่อค้า และนักสอนศาสนา ซึ่งการเดินทางของกลุ่มบุคคลดังกล่าวไปต่างรัฐ ส่วนใหญ่จะใช้หนังสือหรือสาส์นของกษัตริย์หรือผู้ปกครองอีกรัฐหนึ่ง โดยระบุวัตถุประสงค์ของการเดินทางและขอให้รัฐผู้รับ อำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ ดังจะเห็นได้จากประวัติศาสตร์ไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัย และในสมัยกรุงศรีอยุธยา ที่มีการแต่งตั้งคณะราชทูตอัญเชิญพระราชสาส์น จากสมเด็จพระนารายณ์มหาราชไปเจอริญสัมพันธไม่ตรี

ในส่วนของประเทศไทย เริ่มปรากฎหลักฐานที่ชัดเจนขึ้น เกี่ยวกับรูปแบบการออกหนังสือเดินทางสำหรับคนไทย ในสมัยพระบาทสมเด็จกพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยออกเป็นหนังสือราชการที่เขียนด้วยลายมือที่ออกให้เฉพาะบุคคล หรือคณะบุคคลมีตราประทับที่พบคือ ตราพระคชสีห์น้อย ตราพระราชสีห์น้อยหรือตราสุครีบ มีอายุการใช้งาน 1 ปี ในระยะแรกเป็นเอกสารเดินทางออกให้แก่ บุคคลเพื่อใช้เดินทางระหว่างมณฑลหรือภายในประราชอาณาเขต ยังไม่มีหนังสือเดินทางที่ใช้เดินทางไปต่างประเทศ ต่มาจึงพัฒนาเป็นหนังสือเดินทางสำหรับตัวทุกคนจากเจ้าเมือง แล้วก็มีหนังสือเดินทางหมู่ที่ออกให้ในปัจจุบันคือ เล่มหนึ่งออกให้กับหลายคน

ต่อมาได้มีการกำหนดให้ใช้หนังสือเดินทาง ในลักษณะที่พิมพ์ด้วยภาษาฝรั่งเศส 2 หน้า หน้าแรกเป็นข้อความขออำนวยความสะดวก ในการเดินทางให้แก่ผู้ถือหนังสือเดินทางและหน้า ๒ เป็นรายละเอียดข้อมูลส่วนบุคคล ของผู้ถือหนังสือเดินทาง ซึ่งประกอบด้วยรูปถ่าย อายุ ความสูง สีผม ตา ใบหน้า ตำหนิ และลายมือชื่อ มีอายุการใช้งาน 1 ปี

ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ประเทศต่างๆ ต่างเข้มงวดในการเดินทางเข้าออกประเทศ และมีมาตราการในการตรวจลงตราหนังสือเดินทาง ของคนต่างชาติ หรือวีซ่ารัฐบาลไทยในสมัยพระบามาเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 จึงใได้กำหนดกฏเกณฑ์อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก เกี่ยวกับการออกหนังสือเดินทางตีพมิพ์ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อเดือนกวันยายน 2460 เพื่อให้คนไทย ที่จะเดินทางออกไปนอกประเทศให้ขอหนังสือเดินทาง จากผู้ว่าราชการจังหวัดในมณฑลของตน

ผลจากอิทธิพลการเปลี่ยนแปลงในระดับระหว่างประเทศ และผลการประชุมองค์การสันนิบาติชาติเกี่ยวกับหนังสือเดินทาง ที่กรุงปารีส ในปี 2463 เรียกร้องให้ทุกประเทศกำหนดรูปแบบหนังสือเดินทางในลักษณะเดียวกัน รัฐบาลไทยก็เข้าร่วม/รับรอง ข้อมติดังกล่าวและประเทศใช้พระราชบัญญัติคนเข้าเมืองฉบับแรกเมื่อ 1 กรกฏาคม 2470 เป็นผลให้มีการปรับเปลี่ยนลักษณะ และรูปแบบของหนังสือเดินทางที่มีลักษณะเป็นรูปเล่ม เริ่มใช้อย่างเป็นทางการในปลายสมัยรัชกาลที่ 6 หรือประมาณหลังปี 2460 เป็นต้นมา หนังสือเดินทางในสมัยนั้นมีรูปเล่มปกแข็งขนาดใหญ่กว่าปัจจุบัน มี 32 หน้า มีอายุการใช้งาน 2 ปี ต่ออายุได้อีก 1 ครั้ง รวมเป็น 4 ปี แล้วก็มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะบางอย่าง อาทิ สี ตราครุฑบนปกและลักษณะการจัดวางข้อมูลภายใน จนกระทั่งปี 2520 ได้มีการเปลี่ยนแปลรายการข้อมูลผู้ถือหนังสือเดินทาง จากการตีพิมพ์ด้วยภาษาไทย กับภาษาฝรั่งเศส มาเป็นข้อมูลภาษาไทยกับภาษาอังกฤษ

รูปแบบหนังสือเดินทางไทยบัจจุบัน
หนังสือเดินทางไทย ได้รับการพัฒนาตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการผลิต และเพื่อประโยชน์ในการใช้สอย ตามการเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อมของสังคม โดยกองหนังสือเดินทาง ได้พยายามพัฒนาระบบการผลติเล่มหนังสือเดินทางอย่างต่อเนื่อง เพื่อการให้บริการหนังสือเดินทาง เป็นไปด้วยความสะดวก รวดเร็ว และป้องการการปลอมแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในช่วงระหว่างปี 2536-2545 ได้มีการนำระบบ Digital Passort System ซึ่งเป็นวิธีการพิมพ์รูปผู้ถือหนังสือเดินทาง ลงในหนังสือเดินทางด้วยระบบดิจิตอล แทนการติดรูปตามระบบเดิม และสามารถอ่านได้ด้วยเครื่อง (Machine Readable Passort) มีการปรับเปลี่ยนการผลิตเล่มหนังสือเดินทาง ที่สามารถจัดเก็บข้อมูลในเล่มหนังสือเดินทางเป็นข้อมูลหน้าเดียว เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานของ องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization ICAO) ต่อมาก็ได้นำเทคโนโลยีการถ่ายรูป การบันทึกข้อมูลและการพิมพ์ขอมูลลงในเล่มโดยตรง รวมทั้งการสร้างระบบหนังสือเดินทาง ซึ่งสามารถเชื่อมโยงข้อมูลทะเบียนราษฎร ด้วยระบบคอมพิวเตอร์จากฐานข้อมูลของกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้สามารถตรวจสอบสถานะของผู้ขอหนังสือเดินทาง โดยอาศัยหมายเลขประจำตัวประชาชนให้บริการรับคำร้องโดยรวดเร็ว และทำการผลิตหนังสือเดินทางได้ภายใน 3 วันทำการ

ในปี 2545 กองหนังสือเดินทางได้พัฒนารูปแบบของหนังสือเดินทางแบบใหม่ที่มีคุณลักษณะป้องกันการปลอมแปลง (Security Features) เพิ่มมากขึ้นและใช้เทคโนโลยีระดับสูงเช่นเดียวกับการพิมพ์ธนบัตร มีคุณสมบัติพิเศษที่ใส่ไว้ในหนังสือเดินทาง บางอย่างเห็นไม่ได้ด้วยตาเปล่า ต้องใช้เครื่องมือเฉพาะในการตรวจสอบ และบางอย่างก็แฝงไว้อย่างแนบเนียน ทำให้ยากในการปลอมแปลง อีกทั้งคุณลักษณะบางประการผลิตขึ้น ด้วยกรรมวิธีและสารเคมีที่ไม่อาจหาในท้องตลาดทั่วๆ ไป ทำให้มีความปลอดภัยและปลอดจากการปลอมแปลง

หนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-passport)
เหตุการณ์การก่อวินาศภัยตึก World Trade ที่มหานครนิวยอร์ก เมื่อ 11 กันยายน 2544 เป็นแรกผลักดันให้องค์การการบินพลเรื่องระหว่างประเทศ (ICAO) และประเทศต่างๆ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา พยายามหามาตรการสกัดกั้นการก่อการร้ายระหว่างประเทศ โดยนำเคนโนโลยีสมัยใหม่ มาประยุกต็ให้ให้เข้ากับสถานการณ์ ด้วยการเร่งพัฒนารูปแบบหนังสือเดินทางให้ทันสมัย ยากต่อการปลอมแปลง สามารถตรวจสอบเพื่อพิสูจน์ตัวบุคคลได้แม่นยำ และสะดวกรวดเร็วในรูปแบบการบันทึกข้อมูลชีวภาพ (Biometics Data) และนี่เองเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนา รูปแบบหนังสือเดินทางของไทยเป็นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ หรือ (e-passport) โดยเริ่มจากการหารือ ระหว่างนากรัฐมานตรีไทยและมาเลเซีย ที่เกาะลังกาวี ระหว่างวันที่ 27-28 กรกฎาคม 2546 ซึ่งมีประเด็นเรื่องหนังสือเดินทางไทย ต่อมาคณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติ เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2546 มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารปรับปรุงระบบหนังสือเดินทางไทย ให้ทันสมัยได้มาตรฐาน เป็นไปในทางเดียวกันกับต่างประเทศ และสอดคล้องกับความก้าวหน้า ของเทคโนโลยีในปัจจุบัน และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2546 เห็นชอบให้กระทรวงการต่างประเทศก ับการะทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ปรับปรุงระบบหนังสือเดินทางไทยให้ทันสมัยตามมาตรฐานของ ICAO และให้กระทรวงการต่างประเทศพิจารณา จัดเตรียมโครงสร้างของระบบที่เหมาะสม เพื่อรองรับการจัดทำหนังสือเดินทางให้ทันสมัยต่อไป

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ถือเป็นนโยบาย ที่กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการ เพื่อสนองตอบนโยบายของรัฐบาล ด้านการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (e-government) และเพื่อให้สอดคล้องและสามารถบูรณาการกับระบบ smart card ของกระทรวงมหาดไทย ระบบตรวจคนเข้าเมืองของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ระบบตรวจสอบประวัติของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในอนาคต เพื่อยกระดับหนังสือเดินทางไทยให้มีความทันสมัยสอดคล้องกับประเทศต่างๆ รวมทั้งเป็นมาตรฐานเดียวกับ ICAO และเพื่อเป็นมาตรการสกัดกั้นและป้องกัน ขบวนการก่อการร้ายระหว่างประเทศ และการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ซึ่งมีผลกระทบต่อความมั่นคง ของประเทศและความปลอดภัยของประชาชน

e-passport คืออะไร
หนังสือเดินทางรูปแบบ e-passport คือหนังสือเดินทางที่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ทั้งเทคโนโลยีด้านความปลอดภัย (Security Technology) เทคโนโลยีชีวภาพ (Biometric) เทคโนโลยี Contactless intergrated (IC) และเทคโนโลยีการผลิตเล่มหนังสือเดินทาง (Passport Booklet) มาผสมผสานเข้าด้วยกันเป็นหนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Passport, e-passport) ด้วยการบันทึกข้อมูลชีวภาพ อาทิ รูปถ่าย โครงสร้างใบหน้า ลายพิมนิ้วมือ ม่านตาหรือฝ่ามือ ฯลฯ ใน microchip ฝังไว้ในหนังสือเดินทาง ทำให้ป้องกันการปลอมแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถตรวจสอบเพื่อพิสูจน์ตัวบุคคลได้แม่นยำและสะดวกรวดเร็ว นอกจากไทยซึ่งเป็นประเทศแรกในภูมิภาคแล้ว ปัจจุบันสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักรและสวีเดน กำลังอยู่ในระหว่างการริเริ่มทดลองเป็นโครงการนำร่อง ทั้งนี้เนื่องจากเป็นเรื่องใหม่ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องมีความก้าวหน้าและทันสมัยมาก อีกทั้งค่าใช้จ่ายสำหรับเทคโนโลยีเหล่านี้ยังมีราคาสูงมาก
รูปแบบ e-passport ของไทย กรมการกงสุลได้ศึกษาและกำหนดรูปแบบ e-passport ไทยที่สอดคล้องกับมาตรฐานของ ICAO ดังต่อไปนี้

1. เป็นหนังสือเดินทางที่สามารถอ่านด้วยเครื่อง (machine readable) ที่บันทึก
2. ข้อมูลใน microchip 2 แบบคือ ข้อมูลบุคคลในหน้าหนังสือเดินทางที่เป็นข้อความ และลายมือชื่อ และข้อมูลชีวภาพคือ รูปถ่ายโครงสร้างใบหน้า และลายนิ้วมือฝังที่หน้าข้อมูลหรือปกหลังของ e-passport ไทย
3. microchip ที่ใช้มีหน่วยควมจำตั้งแต่ 32 k ขึ้นไปเพื่อให้สามารถบันทึกโครงสร้างใบหน้า ลายพิมพ์นิ้วมือและข้อมูลบุคคล รวมมทั้งรองรับากรปรับเปลี่ยนหรือเพิ่มเติมมาตรฐานในอนาคตของ ICAO ได้ทุกรูปแบบ
4. คุณลักษณะของ microchip ที่ฝังใน e-passport ไทย จะเป็นแบบ Contactless IC
5. หน้าข้อมูล Polycarbonate ที่ใช้กับเครื่อง Laser Engraving

แผนงานและเป้าหมายการผลิต
1. กระทรวงการต่างประเทศได้แต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนารูปแบบหนังสือเดินทาง e-passport โดยมีผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ ดร. สรจักร เกษมสุวรรณ เป็นประธาน ประกอบด้วยหน่วยงานต่างๆ ในกระทรวงฯ และผู้แทนกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเป็นกรรมการ เพื่อพิจารณารายละเอียดเกี่ยวกับ e-passport ของไทยและจัดจ้างบริษัทที่ปรึกษาโครงการพัฒนาระบบ เพื่อให้ตำปรึกษา เสนอแนะการพัฒนาระบบให้เ)็นไปตามมาตรฐาน ICAO จัดทำข้อกำหนดโครงการ (TOR) และข้อมูลจำเพาะ เพื่อจัดจ้างผู้ประกอบการพัฒนาโครงการรวม ทั้งติดตั้งและประเมินผลการดำเนินงานโครงการดังกล่าว
2. แผนการออก e-passport ทูตและราชการเป็นโครงการนำร่อง ภายหลังจากได้ผู้ประกอบการจากการประกวดราคา เพื่อจัดจ้างผู้ประกอบการผลิตเล่มหนังสือเดินทางและพัฒนาระบบ e-passport จำนวน 7 ล้านเล่ม ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างขั้นตอนการดำเนินการ และคาดว่าจะสามารถให้บริการแก่ประชาชนทั่วไป ที่กรมการกงสุลได้ในราวเดือน เมษายน 2548 เป็นต้นไป และขยายขอบข่ายครอบคลุม สำนักงานสาขาของกองหนังสือเดินทางทั้งในประเทศ และสถานเอกอัครราชทูต/สถานกงสุลใหญ่ของไทย ในต่างประเทศได้ภายในปี 2548 รวมทั้งมีการปรับปรุงระบบ ให้สอดคล้องกับการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยี และการปรับเปลี่ยนมาตรฐาน ด้านเทคนิคของ ICAO ทั้งนี้รูปเล่มหนังสือเดินทางจะมี 48 หน้า มีอายุการใช้งาน 5 ปี และไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลในเล่มหรือต่ออายุในเล่มได้ (เว้นแต่จะเป็นไปตามข้อกำหนดของ ICAO) โดยผู้ขอทำหนังสือเดินทางแสดงบัตรประจำตัวประชาชนตัวจริงที่มีเลข 13 หลัก พร้อมกับลงลายมือชื่อทางอิเล็กทรอนิกส์บนข้อมูลชีวภาพทั้งหมดซึ่งได้แก่ รูปภาพใบหน้า และลายนิ้วมือ

เจ้าหน้าที่การทูต 7
กองหนังสือเดินทาง กรมการกงสุล
© ข้อมูลจากหนังสือ "วิทยุสราญรมย์" ปีที่ 6 ฉบับที่ 25 ตุลาคม - ธันวาคม 2547

Monday, December 05, 2005

Firework

วันนี้วันเฉลิมในหลวงของปวงชนชาวไทย นัดกับเพื่อนๆว่าจะไปถ่ายรูปพลุที่สนามหลวงกันซะหน่อย
ปรกติแล้ววันนี้ของทุกปี มักจะไม่ได้ไปไหน อยู่บ้านซะมากกว่า มาปีนี้ เกิดอยากไปถ่ายรูปพลุ หลังจากพลาดจากเมื่อวันแม่ที่ผ่านมา

นัดกัน 6 โมงเย็นที่สถานีรถไฟฟ้าหัวลำโพง ออกมาก็แวะกินบะหมี่กันก่อน เสร็จสรรพก็โบกแท็กซี่ไปราชดำเนิน
นั่งๆรถ รถก็ติด มองๆไปนอกรถเจอ โดโด้ แต่ดูแปลกๆเหมือนหลบๆ ใครก็ไม่รู้ ตัวใหญ่เหมือนฝรั่งเลย

รถไปจอดบริเวณป้อมพระกาฬ ไปต่อไม่ได้ละ คนเยอะมาก ไหนๆก็มาหยุดที่ป้อมพระกาฬแล้ว วันนี้ประดับไฟสวยดี ถ่ายรูปซะหน่อย

ป้อมพระกาฬ

วันนี้ลงทุนเอาขาตั้งกล้องมาด้วย ตั้งแต่มีเจ้าขาตั้งกล้อง ยังไม่เคยเอามาใช้จริงๆจังๆซะที
ถ่ายตรงนี้เสร็จ พวกเราก็ไม่ไปไหนกันละ ตั้งขาตั้งกล้องรอกันตรงเกาะตั้งเสาไฟจราจรตรงนั้นเลยอ่ะ แล้วก็ระดมถ่ายรูป แบบว่าลองตั้งค่าต่างๆกัน ฉันก็ลอง mode P โดยลองตั้งค่า

แต่ไหงถ่ายไปถ่ายมา รูปมันจ้าไปหมดเลย สงสัยยังตั้งไม่ถูก ไม่เป็นไร ลองผิดลองถูกไป

ถนนราชดำเนิน

ตั้งได้สักพัก คนเริ่มเดินทางมากันเยอะพอสมควร ส่วนใหญ่ก็มุ่งหน้าไปสนามหลวงกัน พวกเราก็ตั้งใจปักหลักกันอยู่ตรงนี้แหละ คิดว่าน่าจะเป็นมุมดีที่สุดแล้วนะ

แต่เพื่อให้แน่ใจว่าตรงจุดนี้จะได้เห็นพลุจริงๆ ลองสอบถามคนขายหมูปิ้งดีกว่า
หลังจากแน่ใจว่า จุดนี้ก็มองเห็นเหมือนกัน ก็ตั้งกล้องอีกครั้ง ลองถ่ายหลายๆรูป ลอง drive mode ดูบ้างดีกว่า

ประมาณ ทุ่มกว่า ตำรวจก็กั้นไม่ให้อยู่ตรงเกาะกลางถนน คือขบวนเสด็จกำลังจะผ่านไป มองเพ่งอยู่ แต่ไม่แน่ใจว่าใครเสด็จ

ถนนราชดำเนิน

หลังจากขบวนเสด็จผ่านไป พวกเราก็รีบกันเลย ตั้งกล้องเตรียมละ
แต่... เอาเข้าจริง ปรากฏว่า พลุขึ้นอีกทางหนึ่ง มุมแบบ 90 องศาจากที่ยืนเล็งเลยนะเนี่ย รีบเปลี่ยนมุมกล้อง แต่กว่าจะจัดตำแหน่งได้ ปรากฏว่า ควันเต็มไปหมด

พลุขึ้นได้สักพัก ก็เปลี่ยนมุมมาอยู่ตรงมุมแรกที่พวกเราตั้งกล้องไว้ ว๊า.. ต้องหันกล้องกลับมาอีกล่ะ

ถ่ายไปหลายช๊อตมากๆ แต่... ไม่สวยเลยแฮะ การใช้ขาตั้งกล้อง มันก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียต่างกัน ในกรณีที่เราไม่สามารถคาดตำแหน่งของสิ่งที่จะถ่ายได้แน่นอน (อย่างเช่น พลุเนี่ย) อันดีเป็นข้อเสียแล้วล่ะ เพราะกว่าเราจะปรับกล้องให้ถ่ายตำแหน่งพลุได้ พลุก็ถูกจุดไปหลายนัดแล้วล่ะ ตามมาด้วยควันเต็มไปหมด

เอารูปที่ถ่ายมาดู ไม่มีรูปพลุสวยเลยสักรูป เพิ่งรู้ว่าถ่ายรูปพลุเนี่ยยากจริงๆ

ถ่ายบริเวณรอบๆแล้วกัน

Monday, November 28, 2005

ปาย #4

ตี 4 คุณต๋อยมาเคาะประตูห้องอีกล่ะ เตรียมตัวเดินทางต่อ ได้ยินเจ็แหม่มบอกว่า เมื่อคืนฝันไม่ค่อยดี แต่เราหลับสบายไม่รู้เรื่อง เช้านี้พวกเราจะไป ห้วยน้ำดัง ไปดูทะเลหมอก เมื่อคืนคุณไกด์บอกให้เตรียมเสื้อกันหนาวมาให้ดีๆ แต่โชคดีหน่อยที่เช้านี้ไม่ต้องนั่งรถ 2 แถว

ห้วยน้ำดัง
ไปถึงยังมืดอยู่เลย ถ่ายรูปมาก็มองไรไม่เห็น พอสว่างได้หน่อย ถ่ายรูปกันซะ act ไรได้ก็ act ไป ฉันถ่ายรูป panorama มาได้ 3 รูป ไม่รู้ว่าเอาไปต่อกันแล้วจะเป็นไง (ถ่ายรูป panorama นี่ต้องเล็งให้ดีๆ ท่าจะให้ดีต้องใช้ขาตั้งกล้อง จะเยี่ยมไปเลย) รอพระอาทิตย์ขึ้น ก็จะได้รูปอีกแบบ ทะเลหมอกเนี่ย ฉันเห็นเป็นครั้งที่ 2 แล้ว ครั้งแรกเห็นที่ภูชี้ฟ้า เมื่อ 5 ปีก่อน แต่ครั้งนั้นไปดูตอนเย็น ครั้งนี้เป็นตอนเช้า
ไม่ค่อยหนาวเลยอ่ะ ที่นี่ถ้าเล็งวิวดีๆ ถ่ายรูปมาจะเหมือนอยู่เมืองนอกเลย อิอิพวกเรามาตั้งแต่คนเยอะ จนพระอาทิตย์ขึ้นสว่าง คนน้อยแล้ว ก็ยังอยู่กันอีก แต่อย่างว่า นั่งรถมาตั้งไกล ชื่มชมนานๆหน่อยก็ดี นั่นคุณต๋อยมาเรียกอีกล่ะ

เช้านี้กินขนมปังกะกาแฟ พอดีเห็นร้านขายกาแฟสด ชื่อ กาแฟสดห้วยน้ำดัง มีอยู่ร้านเดียว (อีกล่ะ) แก้วละ 30 บาท คนเยอะมาก แต่รสชาด ก็งั้นๆแหละ เฮ้อ น่าแปลก มาเที่ยวเมืองเหนือเนี่ย หากาแฟอร่อยๆกินไม่ได้เลย แพงอีกต่างหาก ทั้งๆที่เป็นแหล่งเพาะปลูกนะเนี่ย เห็นศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ไปเอาโบชัวร์แล้วก็ stamp ตรายางดีก่า เห็นนักท่องเที่ยวคนหนึ่ง กำลังถ่ายรูปอยู่ สงสัยน่าจะเป็นคน TRUE อิอิ เห็นจากพวงกุญแจ TRUE

ก่อนขึ้นรถ กินยาแก้เมาก่อนดีกว่า ทัวร์ต่อไปของเราคือ น้ำพุร้อนโป่งเดือด อันนี้ก็เป็น Unseen Thailand - Unseen Natures and Wonders อีกแห่ง ที่มีน้ำร้อนพุ่งขึ้นมาจากพื้นดินสูงประมาณ 1 เมตร เป็นช่วงๆตามแรงดันของผิวดิน โดยน้ำอุณหภูมิประมาณ 100 องศา


น้ำพุร้อนโป่งเดือด

แต่ไงไม่รู้ หรือว่าเราเพิ่งกินอาหารเช้ามา ช่วงขาขึ้นไปดูน้ำพุร้อนเนี่ย ดูเหมือนเริ่มเกิดอาการท้องมวน โอ๊ยรถก็วิ่งซ้ายวิ่งขวา เอาอีกแล้ว ไม่ต้องไป Disney Land ก็ได้ ที่นี่สนุกกว่าเยอะเลย ฟรีด้วย โอ้ยทำไงดี ขนาดกินยาแก้เมามาแล้วนะ หลับตาดีกว่า (ตอนหลังมาได้ยินว่า ทางโค้งนี้แหละ ถือว่าสุดยอดที่สุดของแม่ฮ่องสอนแล้ว) เฮ้อในที่สุดก็ถึงซะที ต้องเดินเข้าไปอีกประมาณ 500 เมตรได้ ที่นี่ สมเด็จพระราชินีของเราก็เคยมาแล้วอีกเหมือนกัน และก็ทรงประทับแรม พักเต๊นท์ที่นี่ด้วย เมื่อประมาณ 8 ปีก่อน (ข้อมูลนี่ก็อ่านจากป้าย อิอิ)แต่ที่นี่ ถ่ายรูปออกมาจะเห็นเป็นขาวๆ เต็มไปด้วยไอของน้ำพุ คุณไกด์บอกว่า ให้ลองตบมือ แล้วน้ำพุจะพุ่งขึ้นสูง พวกเราก็ลองตบมือกัน ตอนแรกก็ต่างคนต่างตบ ตอนหลังก็ร่วมแรงร่วมใจกันตบ อือม ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า รู้สึกเหมือนกันว่า มันพุ่งขึ้นสูงกว่าปรกติจริงๆ

ก่อนออกจากที่นี่ เห็นศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เราก็เข้าไปเลย ไป stamp ตรายางด้วยดีกว่า (กลับไปคราวนี้ ต้องไปหา passport ให้ได้) เที่ยงแล้ว ไปกินข้าวกลางวันที่ตัวเมืองเชียงใหม่ชื่อ ครัวเพชรดอยงาม มื้อนี้พวกเราก็สั่งอาหารเพิ่มอีกหลายอย่าง (แน่นอน 1 ในนั้นก็ต้องมีไข่เจียวด้วย) เพราะเหมือนเมื่อเช้าไม่ค่อยได้กินไร ก็เลยรวบ 2 มื้อ ทัวร์ต่อไปของพวกเรา คือ เวียงกุมกาม เป็นนครโบราณใต้พิภพ


เวียงกุมกาม

ไม่น่าเชื่อเลยว่า นครใต้พิภพ มีมาแต่ก่อนเมืองเชียงใหม่ อายุนานกว่า 700 ปี แต่เพิ่งมาขุดพบด้วยความบังเอิญมาเมื่อไม่กี่ปีมาเนี่ยเอง ไปถึงเขาจะให้ดู vcd ประวัติเมืองกุมกาม แล้วก็จะมีมัคคุเทศน์นำชม อธิบายวัดต่างๆโดยรอบ คุณต๋อยไปนั่งรถตู้อีกคันหนึ่ง

ย่อๆก็คือ อาณาจักรล้านนาแห่งนี้สร้างโดยพญาเม็งราย เพื่อเป็นศูนย์กลางของล้านนาราวพุทธศตวรรษที่ 18 มีความเจริญรุ่งเรืองทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง มีความสำคัญ และเป็นเมืองหน้าด่านต่อมา อีกหลายร้อยปี จนกระทั่งยุคเสื่อมของล้านนา เมื่อพม่าเข้ายึดครอง หลังจากนั้นเวียงกุมกามถูกน้ำท่วมใหญ่จนถูกทิ้งให้เป็นเมืองร้างในเวลาต่อมา นั่งรถเที่ยวชมรอบๆ มีให้แวะลงไปชมใกล้ๆเป็นบางช่วง

มัคคุเทศน์เล่าเรื่องแปลกๆหลายอย่าง เช่น เมื่อมีการขุดพบเวียงกุมกามใหม่ๆ มีชาวบ้านคนหนึ่ง ขุดเจอเชี่ยนหมากทองคำ ซึ่งในสมัยก่อน ผู้ที่สามารถมีเชี่ยนหมากทองคำได้ คือเจ้านายชั้นสูงหรือไม่ก็เชื้อพระวงศ์ คนนี้นำไปขายให้กับชาวต่างชาติ ปรากฏว่ากลับมาบ้าน ไม่สามารถพูดได้ แล้วก็สติแตกไปเลย ทุกวันนี้ยังเดินวนเวียนอยู่บริเวณนั้น เหมือนต้องเฝ้าทรัพย์สมบัติ มัคคุเทศน์เล่าอีกหลายเรื่อง สไตล์แบบนี้แหละ ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ …

ใกล้ๆกันนั้นจะมีของที่ระลึกวางขายอยู่ เรียกว่า ถักเมล็ดข้าว เป็นโลหะใหญ่กว่าเหรียญบาทประมาณ 1 เท่า เป็นรูปนักษัตริย์ต่างๆ ล้อบรอบด้วยเมล็ดข้าวเรียงเป็นวงกลม คนขายเป็นยายอายุประมาณ 60 ปี ให้ไปวางบนหัวเตียง หรือหน้ารถ เห็นแต่ละคนซื้อกันมากกว่า 1 อัน ฉันซื้อมาทั้งหมด 5 อัน อันละ 20 บาท ก็ OK นะ บริเวณแถวนั้น มีต้นโพธิ์อยู่หลายต้น แต่เป็นต้นโพธิ์จากศรีลังกา สังเกตุจากปลายใบโพธิ์จะเรียวแหลมเป็นเส้น จะมีไม้ต่างๆมาค้ำยัน เหมือนเป็นการค้ำยันให้ชีวิตเจริญรุ่งเรือง


เจ๊แหม่มได้ใบโพธิ์มาใบหนึ่งจากไกด์ เป็นใบที่หล่นจากต้นแล้ว พวกเราบอกว่า ขอหรือยัง เจ๊แหม่มหลังจากฟังหลายๆเรื่อง ก็เลยกลัวไม่กล้าเอากลับมาด้วย

ออกจากเวียงกุมกาม พวกเราก็มาถึงลำปาง คุณต๋อยให้พวกเราแวะไปซื้อของฝาก เป็นตลาดขนาดใหญ่มีทั้งของกิน ของที่ระลึกจากเมืองเหนือต่างๆ รถจะจอดแวะประมาณ 1 ชม. ฉันซื้อ ข้าวแต๋น (ของขึ้นชื่อของลำปาง), ท้อดอง, ลูกพรุน, กระเทียมโทนดองน้ำผึ้ง (อันนี้ให้ป๊ะป๋า) แล้วก็ใส้อั่ว ประมาณเท่านี้แหละที่ท่องเที่ยวแห่งสุดท้ายที่จะไปคือ วัดพระธาตุลำปางหลวง เป็นพระธาตุประจำของผู้ที่เกิดปีฉลู ไปดู เงาพระธาตุหัวกลับ อันนี้ก็ Unseen อีกเหมือนกัน

วัดพระธาตุลำปางหลวง

ที่จริง ที่นี่ฉันเคยมาแล้ว 2 ครั้งเมื่อปี 2543-2544 ตอนนั้นมาเที่ยวกันเอง คราวนี้คุณไกด์อธิบายประวัติของวัดให้ฟังด้วย แต่คุณเธอเล่าเร็วมาก ไอ้เราก็ถ่ายรูปอยู่ ฟังมั่งไม่ได้ฟังมั่ง ปะติปะต่อไม่ค่อยติด รู้แต่ว่าเดี๋ยวจะเข้าไปดูรอยกระสุนปืน ไรทำนองเนี้ย
วัดพระธาตุลำปางหลวง

เข้าไปข้างใน ตรงซุ้มพระบาท เป็นที่ประดิษฐาน รอยพระบาทของพระพุทธเจ้า ที่ที่จะได้เห็นเงาพระธาตุหัวกลับ แต่จะให้เฉพาะผู้ชายเข้าได้เท่านั้น ฉันก็รู้ๆอยู่ มาตั้ง 2 ครั้งก็ได้แต่อยู่ข้างนอกเนี่ยแหละ แต่ภายในวัดมี วิหารพระพุทธ ก็มีเงาของพระธาตุหัวกลับให้ดู แต่ก็ไม่ชัดเหมือนของจริงอ่ะ

ก็จะเห็นเป็นเงาของพระธาตุกลับหัว เวลาแสงส่องลงมา ถ่ายรูปออกมา ไม่ชัดเท่าไร (ใช้ mode nightshot จะมองอะไรไม่เห็นเลย ) ออกมานั่งรอพวกผู้ชายเข้าไปดูเงาพระธาตุ นมัสการพระธาตุเสร็จ นั่งดูรอยกระสุนปืน ของหนานทิพย์ช้างผู้ยิงท้าวมหายศ แม่ทัพของพม่าตาย

คุณไกด์ช่วยให้ข้อมูลเพิ่มเติม ว่าพระธาตุประจำปีของแต่ละนักษัตริย์ อยู่ที่วัดใด จังหวัดใด ของเราเนี่ยไม่ได้อยู่บนโลกนะ อยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ แล้วจะไปนมัสการยังไงเนี่ย แต่ไม่เป็นไร สามารถไปนมัสการได้อีกที่หนึ่งคือที่วัด อยู่ที่เชียงใหม่ บริเวณแถวนั้นจะมีของให้ประชาชนลองเสี่ยงทายอยู่ 2 อย่างคือ ไม้ยาวประมาณ เมตรกว่าๆ ให้เรากางแขนออกให้กว้างที่สุด แล้วมาร์คไว้โดยใช้หนังยาง ให้รู้ว่าความกว้างของแขนทั้ง 2 ข้างเท่าไร เสร็จแล้วลองอธิษฐาน แล้วให้วัดอีกครั้ง ซึ่งคุณไกด์บอกว่า หากคำอธิษฐานไม่สำเร็จละก็ วัดครั้งที่ 2 จะไม่เท่ากับครั้งแรก คือจะสั้นหรือยาวกว่า อันนี้คุ้นๆ จำได้ตั้งแต่คราวก่อน

ส่วนอีกอย่างที่ให้ลองเสี่ยงทาย จะเป็นการยกช้างคชสาร (ถ้าผิดก็ขออภัย) คือรอบแรกให้อธิษฐานแล้วยกด้วยนิ้วก้อย แล้วรอบสองให้อธิษฐานเหมือนเดิมอีกแล้วยกอีกครั้ง ถ้าครั้งแรกยกได้ ครั้งสองยกไม่ได้ คำอธิษฐานจะเป็นจริง ฉันไม่ได้อธิษฐานอะไรเลย เฉยๆ ไม่ได้ลองด้วย (อิอิ จริงๆแล้วกลัวว่าอธิษฐานแล้วจะไม่ได้ จะเสียกำลังใจหมด)

คุณต๋อยพอไปนมัสการ พระเจ้าแก้วมรกต อยู่ใกล้ๆกัน แต่เดินออกมาหน่อย คือเวลายังเหลืออยู่ ให้คนขับได้พักก่อน สำหรับพระเจ้าแก้วมรกต แม้จะมา 2 ครั้งแล้ว ก็ยังไม่เคยไปนมัสการ ไม่รู้ด้วยอ่ะ เป็นพระพุทธรูปหน้าตักกว้าง 6 นิ้วครึ่ง เป็นศิลปเชียงแสน ปางสมาธิ มีอายุกว่า 1500 ปีแน่ะแต่ไม่ได้ดูใกล้ๆหรอก มีประตูซี่กรงเหล็กกั้นตั้ง 2 ชั้น พวกเราใช้เวลานิดเดียว คุณต๋อยบอกว่า คนขับพร้อมแล้ว

พวกเราเดินข้ามฝั่งไปรอรถตู้ตรงข้ามวัด มีของที่ระลึกขาย ฉันซื้อซองใส่มือถือ ทำจากกะลา ราคา 80 บาท แต่สวยนะ ซื้อเหมือนตาลอีกละ ฉันกับตาลมีของเหมือนกัน 3 อย่างแล้วนะเนี่ย

คณะดนตรีเด็กๆ

ตรงนี้จะมีคณะดนตรีเด็กๆ อายุตั้งแต่ 1 ขวบจนถึง 7-8 ขวบ มีทั้งสีซอ, กลอง , ฉิ่งฉาบ แล้วก็เครื่องดนตรีคล้ายกีตาร์ ไม่รู้เรียกว่าอะไร คุณต๋อยเล่าให้ฟังว่า เคยมาดูอยู่ครั้งหนึ่ง พอมีฝรั่งหรือนักท่องเที่ยวเข้ามาดู พวกเด็กๆจะเล่นดนตรีกันใหญ่ พอฝรั่งหันหลังคล้อยไปนิด ทั้งหมดก็หยุดเล่นเฉยเลย ขำดี

สุดท้ายแวะกินข้าวที่ร้านอาหารในจังหวัดลำปาง แต่คราวนี้พวกเราสั่งของเพิ่มแค่ 2 อย่าง อาหารเหลือด้วย สงสัยแต่ละคนยังอิ่มจากมื้อกลางวันกันอยู่เลย นั่งกินกันอยู่ ปรากฏว่า ไฟดับเสียนี่ พนักงานนำเทียนมาให้ พวกเราก็นั่งกินไปภายใต้บรรยากาศโรแมนติก
(หรือเปล่า ) ปรากฏว่า มีคนบอกให้เจ๊แหม่มเล่าเรื่องเมื่อคืนให้ฟัง ท่ามกลางบรรยากาศแบบเนี้ยแหละ (เอ๊ะเรื่องไร)
เจ๊แหม่มบอกว่า เมื่อคืนโดนผีอำ คือนอนๆอยู่เหมือนมีผีผู้ชายมาอำ

ฉันฟังแล้วต๊กกะใจ ก็ฉันนอนกะพี่แหม่ม แต่เราไม่รู้เรื่องไรเลยอ่ะ อีกอย่าง ตอนเจ๊แหม่มไปดูบอล ฉันก็หลับอยู่ในห้องคนเดียวตั้ง 2 ชมแนะเสร็จจากกินข้าว บริเวณร้านอาหารมีเครื่องเล่นเด็ก ประมาณชิงช้า, ม้าหมุน, ไม้กระดาน พวกเราเนี่ยทำยังกะเด็ก เห็นปุ๊บ ก็ลงไปเล่น เล่นกันทุกคน เจ้าเอ๋คงจะสนุกกับชิงช้า เล่นไปเล่นมา โยกสูงขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้ายไม่สามารถหยุดได้ ต้องให้เค็งช่วยหยุด ปรากฏว่า ลงแบบสวยมากคือไปกองกับพื้น คุณต๋อยคงเห็นท่าไม่ดี บอกให้ขึ้นรถดีกว่า ก่อนที่จะเป็นไรมากกว่านี้ ก่อนนั่งรถยาว แต่ละคนขอแวะปัมท์ ล้างหน้าล้างตา เปลี่ยนเสื้อ

ลาละนะ มีโอกาสฉันจะมาเที่ยวใหม่ คราวหน้าอยากมาเองมากกว่า จะได้ใช้เวลาแต่ละสถานที่ได้นานกว่านี้

Sunday, November 27, 2005

ปาย #3

ตื่นแต่เช้า ตี 4 คุณไกด์เคาะประตูปลุกทุกห้อง อาบน้ำเสร็จ ดูเหมือนห้องเอ๋ยังไม่มีใครตื่นแน่เลยอ่ะ ก็ยังได้ยินเสียงกรนตาเซี้ยอยู่เลย ออกเดินทาง นั่งรถ 2 แถว พวกเรานั่งอยู่ข้างหลังทั้งหมด คุณต๋อยบอกว่า ไปนั่งข้างหน้าบ้างก็ได้นะ แต่พวกเรา รักกัน ไม่ยอมแยกจากกันเด็ดขาด นั่งกันเยอะๆ อุ่นดี จุดหมายของเราคือ ปางอุ๋ง และ บ้านรวมไทย

รถวิ่งขึ้นเขา เลี้ยวไปเลี้ยวมาอีกล่ะ มืดก็มืด หนาวขาอ่ะ ลมมาจากไหนเนี่ยทำไมหนาวขาจัง สั่นไปหมด นั่งประมาณ 1 ชั่วโมงก็ถึง ปางอุ๋ง ที่นี่จะเป็นอ่างเก็บน้ำ น้ำใสเหมือนกระจก มีหมอกหรือไอน้ำลอยขึ้นมาจากน้ำ สวยงามมากจริงๆ จนได้รับการขนานนามว่า สวิตเซอร์แลนด์ เมืองไทย พวกเราก็ถ่ายรูปซะ ไม่หนาวเท่าไร (หนาวตอนนั่งรถมากกว่า)


ปางอุ๋ง

ปางอุ๋ง

ฉันมองเห็นที่พักหลายๆหลัง trip ที่พวกเราเลือกมา ไม่ได้พักที่นี่ แต่ถ้าเป็นอีก trip จะได้นอนที่นี่ (แต่เที่ยวน้อยกว่า) พวกเรากินข้าวเช้าที่นี่ เป็นข้าวกล่อง หมูผัดพริกกะไข่ต้ม นั่งกินกันที่แพ แต่ดูเหมือน แพจะรับน้ำหนักพวกเราไม่ไหว นั่งๆอยู่ดูเหมือนแพทำท่าจะจมอ่ะ บางคนไม่อยากเสี่ยง ขึ้นจากแพไปหลายคนเสร็จจากข้าวเช้า คุณไกด์ก็ให้เตรียมตัวเดีนทางต่อไปบ้านรักไทย บอกว่าจะไปลองชิมชากัน บ้านรักไทยเนี่ยเป็นชุมชนของชาวจีนฮ่อ จากที่นี่มองไกลๆไปจะเห็นประเทศพม่า
บ้านรักไทย

ไปถึงคุณต๋อยก็พาไปร้านน้ำชา ดูเหมือนร้านนี้จะใหญ่สุด แล้วก็พวกทัวร์ต่างๆมักจะพามาร้านนี้ เข้าไปนั่งที่โต๊ะ มีเครื่องเคียงวางอยู่ก่อน ลองหยิบ ลูกชิดอบแห้งมาชิม เจ้าของร้านนำน้ำชามาให้ชิมตั้งหลายอย่าง ทั้งชารสโสม, รสมะลิ, รสกุหลาบ ไปจนถึง ชาอู่หลงที่ขึ้นชื่อว่าสุดยอดของชาทั้งปวง เขาจะเสริฟมาในชุดถ้วยชาแบบที่เป็นถ้วยปรกติคว่ำด้วยถ้วยทรงสูงอีกใบ วิธีการกินก็คือ ดึงถ้วยทรงสูงออกมา น้ำชาก็ไหลมาที่ถ้วยปรกติจนหมด แล้วให้เราดมเจ้าถ้วยชาทรงสูง แบบนี้จะได้กลิ่นของชา ถ้าหนาวก็เอามือถูเจ้าถ้วยชาทรงสูง อือม พึ่งรู้วิธีการกินชาแบบชาวจีนฮ่อ
บ้านรักไทย

ฉันชิมชาทุกรส ยกเว้น ชามะลิ เพราะกินบ่อยแล้ว กินแล้วก็ตัดสินใจว่าจะซื้อไปฝากพ่อกะแม่ซักกะหน่อย ดูๆไว้ 2 อย่าง ชาโสม (250 บาท) กับ ชาอู่หลง มีหลายราคา แพงสุดก็ 450 บาท เป็นแบบ เก็บก่อนน้ำค้าง อะไรทำนองเนี่ย ฉันซื้อ 2 อย่าง ต่อราคาได้นิดหน่อย เจ้าของลดราคาให้ 2 อย่างเหลือ 650 กะแถมชุดชาให้ 1 ชุด เสร็จจากดื่มชา กิจกรรมต่อมาไม่ต้องพูดถึง ถ่ายรูปอีกละ ของแน่อยู่แล้ว ได้ถ่ายกะเด็กชาวจีนฮ่อ แต่ไม่มีใครใส่ชุดชาวดอยสักคน

เจอหมาชาวดอยอยู่ตัวนึง หน้าตามันตลกดีอ่ะ เสียดายที่ถ่ายรูปมันไม่ทัน สงกะสัยมันจะขี้อาย พอเราเดินไปใกล้ มันเดินหนีเข้าบ้านไปเฉยเลย เดินตามมันยังไง มันก็ไม่สน ไม่เห็นจะเหมือนหมากรุงเทพเลยแฮะ เจอคนแปลกหน้า เห่ายังกะอะไรดี เจ้าหมาชาวดอย
เนี่ย มันจะเฝ้าอะไรได้เปล่าเนี่ย

ขึ้นรถต่อ เตรียมจะไปพอกโคลนล่ะ จะไปภูโคลน คันทรี คลับ เห็นว่า เป็น Unseen อีกอย่างละ เห็นว่า ภูโคลนเนี่ย ในโลกมีแหล่งโคลนแบบนี้เพียง 3 แห่ง คือที่นี่, ฝรั่งเศส และ โรมาเนีย ฉันกำลังจะไปพอกโคลนที่ 1 ใน 3 แหล่งของโลกเชียวนา ไปถึง เขาจะมีบ่อโคลนให้น่องท่องเที่ยวดู ลองดมกลิ่นโคลน อือม.. ก็กลิ่นโคลนจริงๆนะแหละ คุณไกด์บอก ใครต้องการหมักโคลนก็เชิญเลย แต่มีเวลาประมาณ 1 ชม. พอกหน้าอย่างเดียวก็พอ กำลังเตรียมจะไปอยู่แล้ว มีเจ้าหน้าที่อีกคน มาอธิบายเรื่องโคลน แต่พวกเรากระซิบกระซาบกันว่า ไม่ฟังดีกว่า รีบไปพอกหน้ากันเลย เดี๋ยวคนเยอะ

ค่าบริการคนละ 60 บาท เจ้าหน้าที่ให้หมวกคลุมผมกับผ้าเช็ดหน้ามาให้คนละชุด ขั้นแรกต้องล้างหน้าก่อน เสร็จแล้ว เจ้าหน้าที่ก็เอาโคลนมาพอกให้ ใช้เวลาแป๊บเดียว ก็ให้ไปนั่งรอข้างนอก รอให้โคลนเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล แล้วเจ้าหน้าที่จะมาเรียกให้ไปล้างออก กลุ่มของพวกเรา รู้สึกจะพอกเกือบทุกคน ยกเว้นคุณนพพร งานนี้มีหลักฐาน ใบหน้าแต่ละคนที่ถูกพอกด้วยโคลน

รอ รอ รอ กว่าโคลนจะเป็นสีเทา แต่ละคนใช้เวลาไม่เท่ากัน ไม่รู้ว่าเป็นเพราะไร ระหว่างรอ จะมีชายกลางคน จะเดินมาดูแต่ละคน แล้วก็อธิบายสรรพคุณของโคลน สงสัยจะเป็นเจ้าของสถานที่นี้ พร้อมกับถือกระจกมาหนึ่งอัน เดินไปที่ลูกค้า ให้ลูกค้าดูใบหน้าของตน พร้อมกับอธิบายต่างๆนาๆ ว่า เห็นมั๊ย โคลนเนี่ยทำการดูดซับสิ่งสกปรกต่างๆบริเวณตรงนี้ ตรงนั้น ไรทำนองเนี้ยแต่พอเดินมาที่ฉัน แล้วก็ชี้มาที่หน้าฉันบริเวณข้างๆจมูก ใต้ตา ให้ฉันดูในกระจก

เจ้าของร้าน : นี่ไงคุณ สังเกตุดูซิ บริเวณแถวเนี่ย มีการดูดซับของโคลน เนี่ยแสดงว่า ผิวหยาบนะ
ฉัน :

โห พูดจาทำร้ายจิตใจกันจังเลย ปรกติ ถึงแม้ฉันจะไม่เคยพอกหน้า แต่ก็เคยนวดหน้า ทำความสะอาด ทาครีม ทากันแดด นะยะ จะบอกให้ พอได้เวลา เจ้าหน้าที่ให้ไปล้างออก แล้วฉีดน้ำแร่ให้ รู้สึกสดชื่นดี จับหน้าดูก็รู้สึกว่าเย็นๆดี เดินไปดูร้านขายของที่อยู่ใกล้ๆกัน

มีผลิตภัณฑ์ตั้งหลายอย่าง ทั้งโคลน สบู่โคลน น้ำแร่ โลชั่น ฯลฯ ฉันซื้อโคลนกระปุกเล็ก ราคา 350 บาท ว่าจะลองเอากลับไปใช้ที่กรุงเทพซักกะหน่อย หลังจากเสริมความงามเสร็จแล้ว คุณต๋อยก็พาไปกินข้าวกลางวัน เอ๋คงอยากกินไก่ เดินข้ามถนนไปซื้อไก่ย่าง ไก่ทอดมากิน คุณต๋อยบอกว่าใครอยากกินกาแฟ ร้านนี้มีขายด้วย ถ้วยละ 10 บาท (โธ่ นึกว่ารวมในทัวร์แล้วซะอีก)

กินข้าวเสร็จก็ออกเดินทางต่อ สถานที่ต่อไปคือ ถ้ำลอดปางมะผ้า เป็นถ้ำขนาดใหญ่ จะมีหินงอกหินย้อยรูปร่างต่างๆอยู่ภายใน และก็มีสายน้ำไหลผ่าน โดยจะมีแพให้ล่องชมได้ และก็ ถ้ำผีแมน เป็น Unseen อีกแห่ง ตรงทางเดินเข้าก่อนที่จะลงแพ มีขายอาหารปลาเป็นเม็ดๆ ถุงละ 10 บาท คนขายบอกไว้เลี้ยงปลาตอนลงแพ ไปถึง เจ้าหน้าที่เขาจะเตรียมให้ลงแพ เป็นแพไม้ไผ่ 1 หลัง นั่งได้ 4 คน ตาล, นพพร, พี่ตุ่ม, พี่แหม่ม นั่งด้วยกัน ฉัน เอ๋ เค็ง เซี้ย ก็นั่งอีกแพหนึ่ง (แต่รู้สึกว่าแพมันยวบๆ ยังไงก็ไม่รู้)
ถ้ำลอดปางมะผ้า
โชคไม่ดีเลยอ่ะ แพที่เรานั่ง ดันไม่มีตะเกียง ไฟฉายก็ถ่านหมด ลอดถ้ำเข้าไปก็มองอะไรไม่เห็น ไอ้ที่จะให้อาหารปลา ก็มองปลาไม่เห็นอ่ะ โรยๆ ไป เดี๋ยวมันคงมากินเอง

เข้าไปข้างใน เจ้าหน้าที่จะให้แวะถ้ำประมาณ 2-3 ถ้ำ ข้างในก็จะมีหินรูปร่างแปลกๆ อันนี้บางครั้งก็แล้วแต่จินตนาการ พอเจ้าหน้าที่บอกว่าเหมือน อะไรสักอย่าง พวกเราก็... อือม เออ เหมือนเนอะ ปีนขึ้นไป บางถ้ำต้องปีนสูงเหมือนกัน บางคนก็ไม่ขึ้นไป แต่ไหนๆเราก็มาแล้ว ก็อยากขึ้นไปอ่ะ ไปหมดทุกที่ที่เขาให้ไป
ถ้ำผีแมน

ถ้ำสุดท้าย ถ้ำผีแมน อันนี้เคยเห็นในรูปของหนังสือ Unseen เป็นโลงศพของผีแมน (ผีผู้ชาย 5555) จริงๆแล้วเป็นถ้ำที่มนุษย์ในสมัยเมื่อประมาณหนึ่งพันปีที่แล้ว นำโลงศพที่ทำด้วยท่อนไม้ขนาดใหญ่ขุดตรงกลางออก แล้วนำศพของผู้เสียชีวิตเข้าไปไว้ จากนั้นนำโลงศพนี้ขึ้นไปไว้ในถ้ำ แต่พอเห็นของจริงแล้ว เหมือนเขาไม่ได้อนุรักษ์มั้ง ดูมันโทรมๆ ยังไงก็ไม่รู้

เสร็จจากเที่ยวน้ำลอด ทริปต่อไปของเราคือ วัดน้ำฮู วัดน้ำฮู นี่เป็นสถานที่ประดิษฐานของเจ้าพ่ออุ่นเมือง พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่พระเศียรส่วนบนสามารถเปิดได้และมีน้ำขังอยู่ ซึ่งน้ำในพระเศียรนี้จะซึมออกมาตลอดเวลา โดยทุก 10 วัน จะมีการเปิดพระเศียรและตักน้ำมาผสมกับน้ำสะอาดเก็บไว้ สำหรับประชาชนทั่วไปที่เข้ามานมัสการ
หลวงพ่ออุ่นเมือง

ไปถึง หลังจากกราบหลวงพ่ออุ่นเมือง เจ้าหน้าที่ก็เปิด vcd บันทึกตอนที่มีการตักน้ำจากพระเศียรออกมา ให้ดูกัน และก็จะมีน้ำมนต์หากใครต้องการ กรุ๊ปพวกเราดูเหมือนจะตักน้ำมนต์กันทุกคน นอกจากนี้ ในบริเวณวัดน้ำฮู ยังมีพระเจดีย์อนุสรณ์ พระนางสุพรรณกัลยา พระเชษฐภคินีของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อีกด้วย เชื่อกันว่าพระเจดีย์แห่งนี้ สร้างโดยพระนเรศวรมหาราช เพื่อบรรจุพระอัฐิของสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยา พวกเราก็ได้ถ่ายรูปบริเวณเจดีย์ตรงนี้ด้วย

ออกจากวัดน้ำฮู คุณไกด์ก็พาพวกเราไปเดินเล่นที่ตัวเมืองปาย เมืองนี้น่ารักจริงๆ ดูสงบ เห็นว่า ร้านค้าต่างๆ สัก 6 โมงเย็นก็เริ่มปิดแล้ว ร้านค้าต่างๆจะตกแต่ง น่ารักดี ไว้รองรับนักท่องเที่ยวเลยนะเนี่ย

All About Coffee

ร้านแรกที่ตาลพูดถึง ก็ร้านกาแฟสด ได้ยินว่า มีอยู่ร้านเดียวเลยในละแวกเนี้ย ชื่อร้าน “All About Coffee” (อิอิ คล้าย All About Eve เอ เกี่ยวกันหรือเปล่าเนี่ย) พวกเราก็เข้าไปสั่งโน้นสั่งนี่กันใหญ่ ปรากฏว่า น้ำแข็งหมด พวกเรามากันตั้งหลายคน เขาไม่สนใจเลยอ่ะ แถมบอกอีกว่า ไม่เป็นไร เพราะร้านกำลังจะปิดแล้ว ไม่เอาใจลูกค้าเลยอ่ะ หลายคนคงอยากกินกาแฟสด อุตส่าห์ไปหาซื้อน้ำแข็งมาได้ สุดท้ายก็ได้กินกาแฟสมใจอยาก แต่... ก็งั้นๆแหละ ไม่เห็นอร่อยเลย สู้ร้านพี่โม่งก็ไม่ได้อ่ะ แพงก็แพงด้วย สั่งคาปู 1 แก้ว 45 บาท รสชาดธรรมดามากเลยอ่ะ

ร้านขายโปสการ์ด

ตรงข้ามร้านกาแฟ มีร้านขายของที่ระลึก, postcard พวกเราใช้เวลาแถวๆนี้นานพอควร อาศัยเป็นฉากหลังของการถ่ายรูปไปซะเยอะเลย ฉันเองถ่ายรูปร้าน Sabai-Dee Gallery ไปซะเยอะเลย ดีน่ะที่เขาให้ถ่ายรูป ตอนแรกว่าจะซื้อ postcard ซะหน่อย แต่ใบละ 15 บาท แพงเหมือนกันอ่ะ แล้วรูปก็ไม่โดนใจด้วย คือ postcard จะเป็นแบบ เจ้าของถ่ายรูปเอง อัดเอง คือฉันดูๆหมดแล้ว มันไม่โดนจริงๆ ก็เลยไม่ซื้อดีกว่า สุดท้ายซื้อเข็มกลัดหนึ่งอัน เป็นที่ระลึกจากปาย

ซื้อไปซื้อมา เงินหมด วันนี้ใช้เงินไปเยอะ ทำไงดี สอบถามไกด์ว่ามี ATM อ่ะเปล่า คงต้องกดเงินมาใช้แล้วล่ะ ไม่เป็นไรหรอก เงินทองไหลเวียนในประเทศ

และแล้วก็ได้เวลาเข้าที่พัก คืนนี้พวกเราจะไปพักที่ ท่าปายสปาแค้มปปิ้ง ที่นี่มีน้ำแร่ให้แช่ด้วย อิอิ ดีจริง วันนี้จะได้เสริมสวยทั้งวัน ไปถึง เห็นบ่อน้ำแร่ที่พวกเราจะแช่แล้ว อยู่ติดกับที่พักเลย ดีจริงๆ พวกเรากะว่ากินข้าวก่อนดีกว่า จะได้แช่กันให้นานๆไปเลย อาหารเย็นวันนี้ กินกันเปรมไปเลย สั่งเพิ่มอีกตั้งเยอะ เหมือนสั่งประชดทัวร์ไงก็ไม่รู้ แถมกินเบียร์อีก 1 แก้ว

กินข้าวเสร็จ ได้เวลาแช่น้ำแร่ ขากลับจากกินข้าว พอดีเห็นคุณแม่ (เป็นคุณแม่ของเจ้าของทัวร์ ที่มากับอีกกรุ๊ปหนึ่ง) ใช้ผ้าขนหนูของโรงแรมพันแบบกระโจมอก แล้วนั่งแช่อยู่ เอ.. เราเอาไงดี เอาแบบคุณแม่ก็ดี เสื้อผ้าของเราจะได้ไม่เปียก อีกอย่าง บ่อแช่น้ำร้อนก็ใกล้กับห้องพักแค่นี้เอง

ปรากฏว่า คนอื่นๆเขาใส่เสื้อกะกางเกงกันหมด มีเราคนเดียวที่พันผ้าขนหนู เขินๆ เหมือนกัน คุณไกด์บอกว่า ให้แช่ประมาณ 15 นาที แล้วขึ้นมานั่งอีก 5 นาที แล้วถึงให้ลงไปแช่ใหม่ ไม่งั้นอาจเป็นลมได้ตอนที่ลงไปแช่ครั้งแรก โอ้โฮ น้ำร้อนจริงๆ แต่พอแช่ไปสักพัก ไม่ค่อยรู้สึกว่าร้อนแล้วล่ะ อุ่นๆดี พอถึง 15 นาที ขึ้นมานั่งตรงขอบสระ เห็นควันออกมาจากตัว เต็มไปหมด มีคนแซว ว่ากำลังโกรธจัดหรือเนี่ยแต่พอกลับลงไปแช่อีกที โอ้โฮ รู้สึกร้อนเหมือนตอนแรกที่ลงเลย พวกเราแช่อยู่นานเหมือนกัน เกือบชั่วโมงได้มั้ง เห็นคุณไกด์มองออกมาจากหน้าต่างๆบ่อยๆ สงสัยจะรอพวกเราขึ้นมาก่อน ถึงจะลงไปแช่บ้างสุดท้าย เหลือ ฉัน , ตาล และก็ เซี้ย อยู่ 3 คน แล้วจู่ๆ ก็มีผู้ชายอีกคนมาขอแช่ด้วย ถามโน้นถามนี่ ฉันก็เลยขึ้นดีกว่า

คืนนี้มีฟุตบอลด้วยตอนประมาณ 4 ทุ่ม เห็นหลายคนว่าจะไปดู คือที่นี่จะมีโทรทัศน์กลางไว้ที่ห้องกินข้าว แต่ละห้องไม่มีโทรทัศน์ ฉันอาบน้ำเสร็จก็เดินไปเหมือนกัน แต่ไม่ได้ดูบอลหรอก ไปกินโรตีที่ซื้อมาตอนอยู่ในเมือง แต่เอาเข้าจริง กินไม่ลงแล้วอ่ะ เจ๊แหม่ม นั่งดูบอลอยู่ ฉันก็เลยหยิบ magazine 2 เล่มกลับห้องพักไปนอนดีกว่า นั่งอ่านได้สักพัก หลับดีกว่า เจ๊แหม่มกลับมาอีกทีประมาณเที่ยงคืน

Saturday, November 26, 2005

ปาย #2

ตี 5 คุณต๋อยปลุกพวกเราให้ตื่น ล้างหน้าล้างตากัน แต่ห้องน้ำยังไม่เปิดไฟอ่ะ มืดตื๋อ ข้าวเช้า กินข้าวต้ม ขนมปังกะกาแฟ แล้วก็ถ่ายรูปกันซะหน่อยตรงบริเวณป้ายอุทยานแห่งชาติออบหลวง แล้วก็เดินเข้าไปข้างใน มี unseen Thailand อย่างหนึ่งชื่อ เขาหินจูบกัน เป็นเขาสองลูก มองไกลๆเหมือนชายหญิงจูบกัน พอดีมัวแต่ถ่ายรูป ไม่ได้ฟังคุณไกด์อธิบาย แต่ประมาณว่า ตำนานหญิงชาย อะไรเนี่ย

ระหว่างเขาสองลูกจะมีสะพานเชื่อมต่อกัน ให้เดินได้ครั้งละ 5 คน ลองไปเดินสำรวจบริเวณสะพานเชื่อม มองลงมา วิวสวยมากอ่ะ น้ำไหลแรงพอประมาณ ถ้าเดินผ่านสะพานนี่ไปจะเป็น”ดินแดนมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์” (อิอิ อ่านจากป้ายเอา)


ออบหลวง มองจากสะพาน


อยู่ที่นี่ได้ซักพัก คุณต๋อยก็เริ่มเรียกให้ออกเดินทางต่อ ขากลับผ่านศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เจ๊แหม่มบอกขอแวะ จะไป stamp ตรายาง ไปดูด้วยดีก่า เผื่อจะมี passport ขายจะได้ซื้อไว้ซักเล่ม เจ้าหน้าที่บอกไม่มีอ่ะ ก็เลยได้แต่ stamp ลงในแผ่นพับที่มีไว้แจกนักท่องเที่ยว และให้เจ้าหน้าที่ช่วยเซ็นต์ชื่อ

เห็นรูปที่เจ้าหน้าที่เขาถ่ายเมื่อตอนน้ำท่วมช่วงเดือนกันยา-ตุลา ที่ผ่านมา เห็นแล้วน่าตกใจ น้ำท่วมสูงมากๆ หลายเมตรเลยอ่ะ ถ้าเทียบกับระดับน้ำ ณ ตอนนี้ ช่วงนั้นคงน่ากลัวเหมือนกัน น้ำป่าไหลลงมาอย่างเร็ว นึกแล้วก็น่ากลัวแฮะ … ออกจากออบหลวง คุณต๋อยบอก จะพาไปเที่ยว ถ้าแก้วโกมล ซึ่งเป็น 1 ใน Unseen Natures and Wonders

ถ้ำแก้วโกมล ตั้งอยู่ อำเภอแม่ลาน้อย ห่างจากทางหลวงประมาณ 5 กิโลเมตร ห่างจากอำเภอเมือง แม่ฮ่องสอน ประมาณ 125 กิโลเมตร เป็นถ้ำที่ค้นพบใหม่ เห็นว่า ถูกค้นพบโดยบังเอิญ เมื่อวิศวกรสำรวจเหมืองแร่ของสำนักงานทรัพยากรธรณีแม่ฮ่องสอน ขุดเจาะอุโมงค์เข้าไปตามสายแร่ ภายในถ้ำจะมีผนึกแก้ว ซึ่งเกิดจากแร่แคลไซต์ ชาวบ้านมักจะเรียกว่า ถ้ำน้ำแข็ง เพราะมีความงดงาม ดังหิมะ และน้ำแข็ง ทั่วทุกหนแห่ง ตั้งแต่ผนัง ยังเพดาน มีความยาวประมาณ 120 เมตร ลึก 30 เมตร แบ่งออกเป็น 5 ห้อง คือ ธารน้ำพระทัย, ดุจในวิมานเมฆ, เฉกหินมพานต์,ม่านผาแก้ว ,เพริศแพร้วมณีบุปผา ได้ยินว่า ถ้ำแบบนี้ในโลกมี 3 แห่งคือ ออสเตรเลีย, จีน และ ไทย

ภายในถ้ำแก้วโกมล

ไกด์บอกให้ถ่ายรูปป้ายชื่อห้องต่างๆ แต่ฉันถ่ายรูปมาไม่ครบหรอก คือข้างในนะมืด อีกอย่างข้อจำกัดของกล้องเราได้ประมาณแค่เนี้ยแหล่ะ
แร่แคลไซต์

อ้อ ก่อนเข้าไปข้างใน เจ้าหน้าที่เขาไม่ให้เราเอา กระเป๋า เสื้อกันหนาวเข้าไป และก็ย้ำนักย้ำหนาว่า อย่าไปแตะต้องผลึกเหล่านั้นนะ เพราะว่ามันจะตาย คือจะไม่งอกออกมาอีก ผลึกที่มีคนไปจับ มันจะมีสีดำๆ ตอนฉันเข้าไปดูข้างในก็เห็นว่า มีบางส่วนมันก็เริ่มคล้ำๆดำๆ เหมือนกันล่ะ
แร่แคลไซต์ รูปหัวใจ


อือม สมแล้วล่ะ ที่เป็น Unseen Natures and Wonders สวยและแปลกมากจริงๆ สงสัยอีกนิดนะว่า เขาให้ถ่ายรูป แล้วเจ้า flash ต่างๆรว มทั้งความร้อนจากร่างกายน่องท่องเที่ยวเนี่ย นานๆไปจะทำให้ผลึกต่างๆพวกนี้มันเปลี่ยนแปลงไปหรือเปล่าน๊า อยากให้อยู่นานๆ ก็ในโลกมีเพียงแค่ 3 แห่งเท่านั้นเอง

ที่นี่ สมเด็จพระราชินีของไทยเราเคยเสด็จมาเมื่อวันเกิดเรา 4 ปีที่แล้ว (19 กพ. 44 อิอิ ข้อมูลนี้มาจากป้ายอ่ะ) ก่อนกลับ เห็นมีของที่ระลึกขาย แวะไปดูๆ คุยกับคนขาย ดูเหมือนจะเป็นเจ้าหน้าที่มากกว่า ก็คุยกันได้สักพัก เห็นมีหนังสือเล่มเล็กๆชื่อ “ดูนกด้วยตนเอง” เป็นคู่มือสำหรับนักดูนกมือใหม่ ภายในก็จะเป็นรูปนกต่างๆพร้อมคำอธิบายอย่างย่อๆ คือซื้อมาไม่ใช่ว่าจะไปเป็นนักดูนกหรอก แต่อยากได้เป็นที่ระลึกจากที่นี่ อีกอย่างเจ้าหน้าที่คนขายเป็นทำเอง และเอารายได้ไปใช้ในมูลนิธิ ก็เลยข่วยๆกันหน่อย คนขายให้สมุดเล่มเล็กๆเล่มหนึ่ง ไว้บันทึกไรก็ได้

ออกจากถ้ำแก้วโกมล ไปกินข้าวเที่ยงที่ร้านอาหารในอำเภอขุนยวม กรุ๊ปเรามี 8 คน อาหารชุดหนึ่ง ไม่ค่อยพออ่ะดิ (แต่อีกกรุ๊ปเนี่ย เหลืออีกล่ะ) มะละกอ อร่อย หวานดี ขอเพิ่มอีกเพราะหมดอย่างรวดเร็ว เสร็จจากข้าวเที่ยง ก็ไปดูดอกบัวตอง ที่ดอยแม่อูคอ สูง 1600 เมตร ดอกบัวตองเยอะมากจริงๆ ตลอดทางที่รถวิ่งขึ้นดอยเนี่ยมีดอกบัวตองตลอดเส้นทาง ดูเหมือนจะมีครอบคลุมไปทั่ว แต่ถ้ามาก่อนหน้านี้สัก 2 สัปดาห์จะดีกว่านี้นะ ตอนนี้ ดูดูแล้วดอกมันเริ่มจะขอบดำแล้วล่ะ

ดอกบัวตอง ดอยแม่อูคอ


ถ่ายรูปกันซะ เต็มที่ ให้คุ้มกับที่ต้องนั่งรถตู้สนุกสนาน บรรยากาศดีๆ เคยเห็นแต่ในรูป ในเห็นของจริงละก็คราวนี้


ออกจากทุ่งบัวตอง ไปต่อที่พระธาตุดอยกองมู
วัดพระธาตุดอยกองมู มีชื่อเรียกแต่เดิมว่าวัดปลายดอน ตั้งอยู่บนดอยกองมูทางทิศตะวันตกของตัวเมืองแม่ฮ่องสอน เป็น ปูชนียสถาน คู่บ้านคู่เมืองที่สำคัญที่สุด ประกอบด้วยพระธาตุเจดีย์ที่สวยงาม2 องค์ พระเจดีย์องค์ใหญ่ สร้างโดย"จองต่องสู่" เมื่อ พ.ศ. 2403 ส่วนพระ ธาตุเจดีย์องค์เล็กสร้างเมื่อ พ.ศ. 2417 โดย "พญาสิงหนาทราชา" เจ้าผู้ครอง แม่ฮ่องสอนคนแรก

พระธาตุดอยกองมู

ที่นี่เขามีให้นมัสการพระธาตุ โดยนำดอกไม้ ธูปเทียน วางรวมๆไว้ในกระถาง ปักด้วยธงเงินทอง แล้ววางบนไม้ (เสียดายลืมถ่ายรูป) เขามีให้ แล้วแต่บริจาค นำกระถางนี้เดินรอบพระธาตุ วนตามเข็มนาฬิกา 3 รอบใหญ่ (คือบางคนจะไม่รู้ มีการเดินลัดพระธาตุเจดีย์องค์เล็กด้วย) แล้วนำไปวางหน้าพระพุทธรูปประจำวันเกิด พระพุทธรูปที่นี่พระพักตร์เป็นแบบแนวสถาปัตยกรรมของพม่า

เสร็จจากนมัสการพระธาตุ ข้างๆจะมีการลอยโคม ทำเป็นกระถางเล็กๆคล้ายกระป๋องน้มข้น สีสดต่างๆ โครงเป็นไม้หรือลวดเล็กๆหุ้มด้วยกระดาษ มีเทียนเล็กอยู่ข้างใน แล้วผูกกับลูกโป่ง ฉันเลือกกระถางสีเหลือง ลูกโป่งแดง เอาแบบสวยๆ สีตัดกันอ่ะ เวลาลอยสูงดูสวยดี

ที่นี่มองจากมุมสูง จะเห็นตัวเมืองแม่ฮ่องสอน มองเห็นสนามบินด้วย ฉันตีระฆังสัก2-3 ที พระอาทิตย์ใกล้ตกละ ก่อนจาก ฉันแวะซื้อโปสการ์ดมา 2 ใบ มีโปสการ์ดใบหนึ่ง ทำให้เห็นว่า ถ้ามองจากมุมสูง ที่นี่จะสวยมาก รูปในโปสการ์ดนั้นถ่ายเมื่อปี 1999 เห็นทะเลหมอกด้วย สวยจัง คุณต๋อยบอกว่าจะไปเช็คอินเข้าที่พักก่อน แล้วค่อยเดินทางต่อ คืนนี้ไปพักที่บ้านแก้วรีสอร์ท ฉันนอนกะพี่แหม่ม

หลังจากเช็คอิน เดินทางต่อไปวัดจองกลาง วัดจองคำ 2 วัดนี้ตั้งอยู่ใกล้ๆกัน วัดจองคำ หรือพระอารามหลวงวัดจองคำ เป็นวัดที่สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2340 เป็นวัดแรกของเมืองแม่ฮ่องสอน เป็นวัดเก่าแก่สร้างตามแบบอย่างศิลปไทยใหญ่ สิ่งที่โดดเด่นหลังคาทรงประสาท 9 ชั้น และมีศาสนสถานที่สำคัญคือ วิหารหลวงพ่อโต ซึ่งเป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่สุดของแม่ฮ่องสอน สร้างเมื่อ พ.ศ.2477 โดยช่างชาวพม่า

หลวงพ่อโต วัดจองกลาง จองคำ


ในวิหารเป็นที่ประดิษฐานของหลวงพ่อโตซึ่งเป็นพระประธาน มีขนาดหน้าตักกว้าง 4.85 เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. 2469 โดยช่างฝีมือชาวพม่า และมีพระพุทธรูปขนาดใหญ่ซึ่งจำลองมาจากพระศรีศากยมุนีที่วิหารวัดสุทัศน์ เหตุที่เรียกชื่อวัดจองคำ เนื่องจากเสาวัดประดับด้วยทองคำเปลว คุณต๋อยบอกว่า กลางคืนที่นี่เขาประดับไฟสวยดี ไปนมัสการหลวงพ่อ ข้างๆจะมีให้ทำบุญบริจาคใส่ในบาตรแนวใหม่ มีบาตรเรียงกันเป็นวงกลม 7 บาตร ตามวันเกิด (แต่ไม่เรียงวัน) ทั้งหมดนี่อยู่ในกล่องแก้วใหญ่ๆ ข้างบนมีช่องให้หยอดเหรียญ ขึ้นไปเหยียบบนแท่น บาตรทั้ง 7 จะหมุนเป็นวงกลม ก็เล็งให้ดี ให้ตรงกับวันเกิดแล้วก็หยอด ส่วนใหญ่น่ะจะหยอดได้ ก็บาตรใหญ่อย่างนั้น เราอยู่ที่นี่แป็บเดียว ก็ไปกินอาหารเย็นชื่อร้านอาหารใบเฟิร์น

ร้านนี้บรรยากาศสวยดี เห็นว่าเป็นร้านที่ขึ้นชื่อของแม่ฮ่องสอน อาหารอร่อยบางอย่าง อาหารเย็นนี่มี 3 ชุด เขาให้พวกเรา 2 ชุด สงสัยเห็นว่ากลางวันกินกันไม่พอ คุณต๋อยบอกว่า มีใครอยากได้หนังสือรับรองมาเที่ยวแม่ฮ่องสอน ให้ลงชื่อไว้พร้อมเงิน 25 บาท กลุ่มเราดูเหมือนลงชื่อเกือบทุกคน ร้านเขาแต่งสวยดีนะ คนเยอะ แต่ไม่น่าเล่นเพลงไทยสากล อย่างเพลงของ โจ-ก้อง ไม่เข้ากับบรรยากาศเลย กินอิ่ม คุณไกด์ก็ให้พวกเราไปเดินเที่ยวเล่น จะมีคล้ายตลาดนัดขายของพื้นเมือง ของกิน เยอะมาก พวกเราก็เดินเที่ยว ซื้อของ แฮ่ แต่ฉันไม่ได้ซื้อไรอ่ะ ดูอย่างเดียว เห็นของกินหลายๆอย่าง อยากกิน แต่….อิ่มแล้วอ่ะ อ้อได้กินแค่ ปาท่องโก๋จิ้มสังขยา แล้วแวะซื้อโปสการ์ดอีก 2 ใบ

กลับจากเดินเที่ยว เข้าที่พัก คืนนี้นอนเร็วแฮะ แค่ 3 ทุ่ม แต่ก็ดีแล้วล่ะ เมื่อคืนไม่ค่อยได้นอน แถมพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่ ตี 4 จะไปปางอุ๋ง คุณไกด์บอกให้เตรียมชุดกันหนาวอย่างดี เพราะตอนเช้าจะเดินทางด้วยรถ 2 แถวแบบมีลมโกรก อย่างหนาววว

Friday, November 25, 2005

ปาย #1

วันนี้จะได้ไปเที่ยวปายแล้ว หลังจากที่ plan มาตั้งแต่ต้นปี จนมาวันนี้ก็ได้ไปซะที ออกเดินทางจากหน้าตึก TRUE ด้วยรถตู้ เปลี่ยนจุดนัดพบนิดหน่อยจากหน้าปัมท์ ปตท. ตรงวิภาวดี ผู้ร่วมเดินทางทั้งหมด 8 คน เอ๋, เค็ง, ตาล,นพพร, แหม่ม , เจ๊ตุ่ม, เซียะ และ lunar เองอ่ะไม่รู้จะหนาวอ่ะเปล่า แต่เตรียมเสื้อกันหนาวไว้ก่อน เอาไปตั้ง 3 ตัว ทำให้กระเป๋าเราใบใหญ่ที่สุด ประมาณ 6 โมงครึ่ง เริ่มเดินทาง Let’s Go

อยู่บนรถตู้ซักพัก คุณไกด์ (ชื่อต๋อย) ก็แนะนำตัวอย่างเป็นทางการ แล้วก็เริ่มเปิด vcd concert ของป้าเบิร์ด แต่ปรากฏว่า เกิดเหตุขัดข้องบางประการ มีแต่เสียง ไม่มีภาพ แฮะแฮะ เลยยังไม่ได้ดู รถวิ่งไปถนนวิภาวดีขาออก รถติดจังอ่ะ ค่อยๆเขยิบ เขยิบ (เอกชัยมาเอง) มาเรื่อยๆ พอผ่านจุดที่ติดมาได้ ก็แล่นฉิว มาถึง ปัมท์ ให้เข้าห้องน้ำ หลายๆคน เห็นร้านบ้านไร่กาแฟ ก็ตรงรี่ไปซื้อซะ แต่เราขอบาย กลัวปวดฉิ้งฉ่องอ่ะ ช่วงนี้พี่คนขับรถ ก็มาจัดการกะเจ้า vcd จนใช้งานได้ หลังจากทุกคนพร้อม ก็เริ่มออกเดินทางต่อ

คุณต๋อย จัดการเอา vcd โปงลางซะออน ออกมาเปิด (คือไรหว่า โปงลางซะออน ไม่เห็นจะรู้จัก) แต่ดูเหมือนเราจะไม่รู้จักอยู่คนเดียวนะซิ คนอื่นๆเขารู้จักกันหมด ช่วงแนะนำตัว ไรก็ไม่รู้ สงสัยตลกบ้านนอก หยิบ mp3 มาฟังดีก่า ฟังได้ซักพัก เอ๊ะ มีการแสดงโชว์คอนเสริท์ดนตรีพื้นบ้าน แต่ท่าทางน่าสนใจ ดูซะหน่อย อือม โชว์ดีเหมือนกัน การแสดงดี ทั้งแสง สี ดูซักพัก พอหมดโชว์ แล้วละก็ ทีนี้ก็เริ่มละ โอ๊ะ โอ อะไรกันนี่ ตลกจัง ฉันนั่งดูไป ขำไป น้ำตาไหลพรากๆ สนุก ตลกดี มุขต่างๆ ไม่ค่อยเจอแบบนี้ เออเรานี่เหมือนไปอยู่ที่ไหนมา แต่ดูไม่จบหรอก ตั้ง 3 แผ่น ดูไป หลับไป ตื่นขึ้นมาดูเป็นช่วงๆ

มาตื่นอีกที ก็นครสวรรค์ คุณไกด์เรียกตื่นประมาณ 4 ทุ่ม มากินข้าวต้มรอบดึก ร้านนี้เป็นแพ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ อร่อยที่หมูแดดเดียว กลุ่มเรากินหมดอย่างรวดเร็ว เติมก็ไม่ได้เนี่ยซิ แต่มีอีกกลุ่ม มากันประมาณ 5 คน กลุ่มนั้นอาหารยังเหลืออีก น่าเสียดายอ่ะ ออกเดินทางต่อ ฉันนั่งรถไปได้ซักพัก หลับๆตื่นๆ หัวโขกหน้าต่างไปเรื่อยๆ มาได้ซักพัก ทำไมรถเดี๋ยวเหวี่ยงซ้าย เดี๋ยวก็เหวี่ยงขวา ตื่นขึ้นมาดู อ้าวไหงเส้นทางถึงได้คดเคี้ยวเลี้ยวลด ยั่งกะงูเลื้อย

เจ๊ตุ่มบอกว่า นี่ไงเส้นทาง 1864 โค้ง ที่เขาว่ากัน ทีแรกเราเข้าใจว่า จะเจอเจ้าโค้งนี้ก่อนขึ้นปายซะอีก ไม่คิดว่าจะได้เจอเร็วขนาดนี้ เหวี่ยงมากๆ เหวี่ยงตลอดทาง ลุงคนขับรถ ขับเก่งมากๆเลยอ่ะ (มารู้ภายหลังว่า ลุงคนขับยังไม่เคยมาแม่ฮ่องสอน นี่มาครั้งแรกนะเนี่ย สูดดดด…ยอดเลย) กลัวเหมือนกันว่า ถ้ามีรถสวนมา จะเป็นยังไง มืดก็มืด นอนนับดาวดีก่า พระจันทร์ก็ไม่มี หลับเป็นพักๆ นั่งๆอยู่ จะลื่นไถลลงมาอยู่เรื่อย มาถึงออบหลวงประมาณ ตี 4 คุณต๋อยบอกให้หลับอยู่บนรถก่อนสัก 1 ชม. แล้วค่อยเริ่มเที่ยวกัน

Saturday, November 12, 2005

The Nightmare Before Christmas

วันนี้ไม่ได้ไปไหน นั่งแก้ job แก้ไปเรื่อยๆชักไม่ไหว หยิบ DVD ที่เช่ามาดูดีกว่า
เรื่อง The Nightmare Before Christmas เรื่องนี้ อาจจะไม่ค่อยได้ยินมา เรื่องนี้เคยเห็นใน pantip เขาแนะนำให้ดู แต่หาไม่ได้ เคยเจอ VCD แถวคลองถม แต่เป็นภาษาไทยเลยไม่ได้ซื้อมา

เรื่องนี้เป็นการ์ตูน animation ของ Tim Burton เป็นเรื่องของราชาแห่งความสยองขวัญชื่อ Jack เขาอยู่ในโลกของความตาย มีผีต่างๆมากมาย โดยที่เขาถูกยกย่องให้เป็นเจ้าแห่งบรรดาผีๆทั้งปวง

งานยิ่งใหญ่ในรอบปีของบรรดาผีๆ ก็คืองานวันฮัลโลวีน Jack นั้นอยู่กับงานฮัลโลวีนมานาน จนกระทั่งปีหนึ่งเขาเกิดเบื่อหน่ายและได้เดินทางจนค้นพบสถานที่แห่งหนึ่ง กำลังมีเทศกาลอย่างหนึ่งที่เขาไม่เคยพบมาก่อน โดยบังเอิญ เป็นเทศกาลที่มีแต่ความสุข สนุกสนาน ทุกอย่างดูแปลกและน่าสนใจ เทศกาลนั้นคือ คริสมาสต์

เขาได้พบกับซานต้าครอส และเขาก็อยากนำเทศกาลคริสมาสต์กลับไปแทนที่เทศกาลฮัลโลวีนที่เคยเป็นมา เขาพยายามนำเสนอรูปแบบของเทศกาลคริสมาสต์กับเพื่อนๆผีของเขา แต่ดูเหมือนว่า เพื่อนๆเขาจะไม่เข้าใจสักเท่าไร

หนึ่งปีผ่านไป ใกล้ถึงเทศกาลคริสมาสต์อีกครั้ง ตลอดระยะเวลา เขาและผองเพื่อนได้จัดเตรียมสิ่งต่างๆสำหรับคริสมาสต์ในแบบฉบับของพวกเขา โดยที่ Jack คิดว่าเขาจะเป็นซานต้าครอสแทน เมื่อถึงคืนคริสมาสต์ เขาให้เด็กผีทั้งสามไปลักพาตัวซานต้าตัวจริงมา

ส่วนตัวเขาเอง ก็ปลอมตัวเป็นซานต้า แล้วก็จัดการนำของขวัญ เตรียมไปให้กับเด็กๆ ด้วยกวางเรนเดียร์ก้าง แต่ผลลัพธ์ที่ได้ไม่เป็นไปตามที่เขาคิด เพราะของขวัญที่เขามอบให้เด็กนั้น มีแต่ความน่ากลัว บางชิ้นก็ทำร้ายเด็กๆ จนกระทั่งมีการแจ้งจับซานต้าปลอม และเขาก็ถูกยิงทิ้งร่วงลงมาจากท้องฟ้า

ท้ายที่สุดเขาก็รู้ว่า เขาเป็นราชาแห่งความสยองขวัญ เขาเหมาะสมที่จะเป็นเช่นนั้น ส่วนคริสมาสต์นั้นเหมาะสมกับซานต้า เขาจึงกลับไปช่วยซานต้าให้กลับมาทำหน้าที่ของเขาเหมือนเดิม

หนังเรื่องนี้ก็คงต้องการสื่อให้เราทราบหน้าที่ของตนเอง และทำหน้าที่นั้นให้ดีที่สุด หน้าที่ของคนคนหนึ่งก็อาจไม่เหมาะสมกับอีกคนหนึ่ง แต่ไม่รู้ว่าหนังต้องการสื่ออะไรที่มากกว่านี้อีกหรือเปล่า

ภายใต้ตัวละครผีๆทั้งหลาย ก็ยังมีความ romantic อยู่ด้วยน๊า