
2 อาทิตย์ ที่ผ่านมานี้ lunar ไม่ค่อยสบาย มีอาการไอ ดูๆแล้วมันก็ไม่น่าจะมีไร แค่กินยาแก้ไอตราน้ำดำ ก็น่าจะหาย
แรกเริ่มก็ไปหาหมอของบริษัทกันก่อน ก็ให้ยามากินแก้ไอ แก้เจ็บคอ ไปตามเรื่อง ผ่านไป 3-4 วันไม่หาย ok งั้น ไปหาหมอดีกว่า
โรงพยาบาลที่เหมือนจะรู้จักอยู่ที่เดียวก็ รพ.พญาไท หาหมอเบ็ดเสร็จเกือบพันบาท ใช้บัตรรักษาพยาบาลของบริษัท opd ต่อครั้งได้ 800 บาท ที่เหลือก็ต้องออกเอง
ผ่านไปอีกสัปดาห์ ไม่มีวี่แววว่าจะหายไอเลยแม้แต่น้อย ดูเหมือนอากรยังไงก็ยังงั้น ท่าทางหมอจะให้ยาไม่โดน อย่ากระนั้นเลย ไปหาหมออีกที่หนึ่งดีกว่า
คราวนี้ไปกรุงเทพคริสเตียน หมดไปเกือบ 1100 บาท อากาศก็ดูเหมือนจะดีขึ้น
...
เมื่อคืนดูรายการ ตาสว่าง นำเรื่องราวของหมอคนหนึ่ง ท่านเป็นผู้สูงอายุแล้วล่ะ รักษาคนไข้โดยคิดค่ารักษาเพียงครั้งละ 5 บาทเท่านั้น
โอ้ นี่ปี พ.ศ. 2551 เงินจำนวน 5 บาทนี่กับการไปหาหมอแล้วรับยามากิน ช่างเป็นเรื่องที่ “once in the blue moon” ซะจริง
เทียบกับที่ lunar เพิ่งไปหาหมอ เพราะอาการไอ แต่หมดไป 2 พันบาท มันทำให้เห็นความแตกต่างกันเสียนี่กระไร
ฟังชีวิตคุณหมอแล้วช่างสมถะซะจริง รถที่ใช้ก็หลายปีแล้ว ไม่คิดจะเปลี่ยน ชีวิตก็ขอแค่มีทีวีกับหนังสือให้อ่านก็เพียงพอแล้ว
ได้ความรู้จากคุณหมออีกอย่างว่า ถ้าอายุมากแล้วไม่อยากให้สมองเสื่อม ให้อ่านหนังสือเยอะๆ เป็นการบริหารสมอง พูดคุยกับเพื่อนบ้านด้วยก็ดี
เห็นคุณหมอแล้วทำให้ lunar นึกถึงหมอรักษาฟันคนหนึ่ง ชื่อคุณหมอประพันธ์ อยู่ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย lunar เคยเป็นคนไข้คุณหมอท่านนี้ ท่านก็อายุมากแล้วเหมือนกัน
แต่ละครั้งที่ไปรักษา คุณหมอจะคิดราคาไม่แพง บางครั้งก็ไม่คิดค่ารักษา เคยอยากถามคุณหมอหลายครั้งว่าทำไมไม่คิดค่ารักษาเหมือนหมอทั่วไป แต่ก็ไม่ได้ถาม
ขอเป็นแรงใจให้คุณหมอที่ดีๆ ทำคุณประโยชน์ในการรักษาคนไข้ด้วยใจที่อยากให้คนไข้หายป่วย หวังว่า โลกเราจะมีอัตราส่วนคนแบบนี้เยอะๆนะ
Wednesday, June 04, 2008
คุณหมอ 5 บาท
Posted by Susan Joan at 1:04 PM 0 comments
Friday, May 30, 2008
Pachelbel Canon in D Major
ถ้าจะมีบทเพลง เพลงหนึ่งที่ถือว่าเป็น หนึ่งในจำนวน Most Favorite ของฉันแล้ว ก็ต้องมีชื่อเพลงๆนี้ เข้ามาอยู่ด้วยแน่นอน --> Pachelbel Canon in D Major
เพิ่งรู้จักชื่อนี้เต็มๆ ก็ไม่กี่วันมานี้ ทั้งที่ฟังมาหลายสิบรอบแล้วมั้ง แรกเริ่มที่รู้จักเพลงนี้ก็มาจาก หนังเกาหลีเรื่อง the classic แล้วไปหามาฟังแบบเต็มๆ ใน OST vesion ของ The Classic นั่นแหละ
ไม่น่าเชื่อเลยว่า เพลงๆนี้ จะสามารถฟังได้ไม่ว่าจะอยู่ในอารมณ์ใดๆ ทั้ง สุข เศร้า เหงา ซึม ยินดี ...
เคยนั่งฟัง แล้วจินตนาการว่า อยากจะทำ wedding flash โดยมีเพลงนี้เป็นเพลงประกอบ คงโรแมนติกสุดๆ
เมื่อไม่กี่วันมานี้เอง ไปหา mp4 เพลงนี้ใน YouTube ปรากฏว่าเจอหลาย version มากๆ แล้วก็เพิ่งรู้จักชื่อเต็มๆของเพลงนี้
ลองค้นคว้าหาที่มาที่ไปของเพลงนี้ ไม่น่าเชื่อเลยว่า เพลงนี้แต่งมาตั้ง 300 กว่าปีที่แล้ว (แต่งเมื่อปี 1680) ผู้แต่งเป็นชาวเยอรมันชื่อ Johann Pachelbel
เพลงดั้งเดิมของเพลงนี้ จะใช้ไวโอลิน 3 ตัว และ Basso Continuo 1 ตัว แต่ version ที่ฉันชอบฟังก็คงเป็น OST version นั่นแหละ บรรเลงกันเป็นวงออเครสต้าวงใหญ่กันเลยทีเดียว
ใครไม่เคยฟังละก็ ลองฟังดูนะ
Posted by Susan Joan at 2:14 PM 0 comments
Labels: Song
Monday, May 19, 2008
all about me
วันนี้มาเรื่องใกล้ตัวดีกว่า ใกล้ตัวมากๆเลย ก็ตัวฉันเองไงล่ะ
หากจะนิยามตัวตนในความเป็น "ฉัน" ก็พอจะประมาณได้ว่า
- ฉันไม่เหมือนทั้งพ่อและแม่ อันที่จริง พี่น้องฉันทั้งหมด 6 คน ก็ไม่มีใครสักคนที่เหมือนพ่อหรือแม่เลย เคยมีเพื่อนบ้าน แซวว่า พ่อกับแม่เก็บพวกเรามาเลี้ยง
- คนที่เกิดมาไม่เคย admitted เข้าโรงพยาบาลสักครั้ง (ในฐานะคนป่วย) แม้แต่ตอนคลอด ก็คลอดที่สถานีอนามัย (อันนี้จะนับด้วยหรือเปล่า)
- ชอบกินของร้อน อย่างเช่น กาแฟร้อน, เต้าทึงร้อน แม้ว่าอากาศจะร้อนแค่ไหนก็ตาม
- ชอบทรมานตัวเอง ไม่ใช่เอามีดมากรีดข้อมือตัวเอง อะไรอย่างนั้นนะ ประมาณว่า ไม่ค่อยเกี่ยง และเห็นว่าเป็นเรื่องปรกติมากๆเวลาที่ต้องอยู่ในสถานการณ์ที่ uncomfortable เช่น อากาศร้อน ก็ขอแค่พัดลมตัวเดียว เดินตอนกลางวันประมาณ กิโลก็เดินได้ แทนที่จะนั่งแท็กซี่, โลดโผนโจนทะยาน สนุกๆ ก็ยังดีกว่า นั่งตากแอร์อยู่เฉยๆ
- ใช้เวลาในการกินข้าวแต่ละมื้อ สูงกว่าค่าเฉลี่ย ไม่รู้เป็นไง ขนาดไม่ค่อยคุยระหว่างกินแล้วนะเนี่ย แต่ก็เป็นที่โหล่อยู่ดี
- ชอบกินน้ำเปล่า มากกว่า น้ำดำ อันนี้คนอื่นๆอาจบอกว่าเป็นเรื่องปรกติ แต่ในเมื่อแต่ละวัน ต้องกินข้าวในกลุ่มที่แต่ละคนชื่นชอบน้ำดำเป็นพิเศษ ก็มีแต่ฉันคนเดียวละมั้งที่ขอน้ำเปล่า ถ้าวันไหนคลื้มอกคลื้มใจ ขอแค่ลิปตั้นไอซ์ทีก็พอ
- ตู้เย็นบ้านฉัน อย่าหวังว่าจะมีน้ำแข็ง น้ำเย็นจะทำให้สมองเย็นจี๊ด ใครมาที่บ้าน หากอยากกินน้ำแข็งต้องพกมาเองนะจ๊ะ
- แพ้ความหวาน แม้ไม่ได้เป็นเบาหวาน เป็นไรไม่รู้ พอมีรสหวานอยู่ในปาก มันเลี่ยนมากๆ แม้จะอร่อยปานใด กินได้แค่คำ 2 คำ
- แพ้กลางคืน นอกจากความหวานแล้วละก็ เมื่อยามราตรีมาถึง จะไม่ขอทำการงานไรทั้งสิ้น ตัวขี้เกียจจะทำงานทันที ได้แต่นั่งนอน ดูทีวี อ่านหนังสือเล่น หรือไม่ก็ฟังเพลง
- ฟังเพลง 2 ขั้ว อันนี้หมายถึง กาลครั้งหนึ่ง ฟังแต่เพลงไทยอย่างเดียว สากลไม่เกี่ยว ไม่เคยฟังและไม่คิดจะฟัง จนอยู่มาวันหนึ่ง สงสัยต่อมฟังเพลงมันเปลี่ยนขั้ว จากซ้ายสุดมาขวาสุด ฟังแต่เพลงสากลล้วนๆ เพลงไทยอย่าได้แอ้ม สงสัย ชะรอย หูมันจะจบจากเมืองนอกกะทันหันซะ
- มีบ้านก่อนมีรถ แหะ แหะ อันนี้ ยิ่งฟังยิ่งดูเหมือนธรรมดา แต่เชื่อหรือไม่ว่า คนไทยจำนวนมาก ถือว่าจะต้องมีรถก่อน เรื่องบ้านไว้ทีหลัง อันนี้ ฉันเองก็เข้าใจนะ ไอ้การที่จะซื้อบ้านในเมือง ราคาก็ประมาณว่า ต้องช่วยกันผ่อนทั้งสามี ภรรยา แล้วยังต้องฝากลูกหลานช่วยผ่อนถึงจะหมด ส่วนการที่ซื้อบ้านที่ชานเมือง โดยไม่มีรถคู่ใจ ก็ประหนึ่งว่า ใช้เวลาในการเดินทางไปกลับ พอๆกับเวลาในการทำงานซะอีก แต่สำหรับฉัน บ้านหลังน้อยคือสวรรค์ มีแล้วสุขใจ
- ปลอดหนี้ อันนี้ยิ่งดูยิ่งไม่เหมือนคนไทย (ซะงั้น) คนไทยอย่างน้อยต้องมีหนี้ มากบ้างน้อยบ้าง ก็ต้องมี ถือเป็นเครดิตอย่างหนึ่ง ฉันมันคนไร้เครดิตระดับรากหญ้านะซิ
- ไม่เล่นหวย (เอ.. หรือว่าฉันจะเป็นมนุษย์ต่างดาวซะงั้น) จริงๆแล้วไม่ได้ anti การเล่นหวยของคนไทยหรอกนะ ถือว่าอย่างน้อย เงินประมาณ 100 บาทก็ช่วยสร้างความหวัง ความฝันเล็กๆน้อยๆ ให้จรรโลงใจก่อนถึงวันหวยได้พอประมาณ ก็ดีกว่าสร้างหนี้ที่มากกว่า 100 บาท แถมรัฐก็ยังเอาเงินรายได้ไปช่วยสังคมอีก
แต่ไม่รู้ซิ ตัวฉันเองแม้ไม่เก่งสถิติ ก็พอคำนวณได้ว่า โอกาสถูกมันริบหรี่ แค่ 1%โอกาสเจ็งมันเยอะอยู่นา แล้วอีกอย่าง ความเข้าใจผิดของคนเล่นที่มักจะคิดว่า งวดที่แล้วมันออกเลขนี้ไปแล้ว งวดนี้ไม่น่าออกอีก อันนี้เนี่ย ถ้าไม่มีหวยล๊อค จากวิชาสถิติ เนื่องจากเป็นการหยิบแบบที่ใส่คืน ดังนั้น โอกาสที่จะออกเลขเดิมจึงเท่ากับเลขทุกตัวที่เหลือ นั่นคือ โอกาสที่จะถูกเลขท้าย 2 ตัวของทุกงวด ก็ 1% เท่านั้นเอง
- เรื่องเที่ยวไม่เกี่ยง ถ้าได้ลุยตั้งแต่เช้าจรดค่ำ แต่จะผิดหวังมาก ถ้าการไปเที่ยวครั้งไหนเป็นเสมือนแค่เพียงไปเปลี่ยน wall paper ห้องนอนเท่านั้น
นี่แหละตัวฉัน อาจจะมีไรที่มากกว่านี้ แต่ที่นึกออก ณ วันนี้ ก็มีประมาณนี้ ส่วนวันข้างหน้า อาจมีเพิ่มหรือว่า บางอย่างที่ฉันเป็นอยู่ ณ ตอนนี้ อาจจะเปลี่ยนไปก็ได้
นิยามความเป็น "ฉัน" คุณพอจะรับคนคนนี้เป็นเพื่อนได้หรือเปล่า
Posted by Susan Joan at 10:01 AM 0 comments
Sunday, May 18, 2008
เป้าหมาย...สุดขีด ในแบบฉบับของ สมคิด ลวางกูร

ช่วงนี้ได้ยิน ได้ฟัง หรืออ่านหนังสือที่เกี่ยวกับ การตั้งเป้าหมาย การไปให้ถึงฝันที่ตั้งไว้ ไรทำนองนี้หลายๆอย่างเหมือนกัน ก็ดีนะ ฟังแล้วก็รู้สึกเหมือนมีแรงกระตุ้น ให้ทำแบบนั้นบ้าง
วันก่อนฟังรายการเจาะใจ เรื่องของคุณสมคิด ลวางกูร เจ้าของผลงาน ฮา...สุดขีด เหมือนเคยเห็นผ่านๆในร้านหนังสือเหมือนกัน แต่ยังไม่เคยอ่าน
คนคนนี้ มีชีวิตที่สุดขีดจริงๆ ทั้งตกต่ำสุดขีด สูงสุดขีด สลับไปมา เคยเกือบฆ่าตัวตายไปแล้ว แต่สุดท้ายก็กลับมาตั้งหลักได้
ไม่น่าเชื่อเลยว่า จากชีวิตเด็กวัดคนหนึ่ง จะสามารถตั้งเป้าหมายที่ดูเหมือนจะยากมาก ตั้งแต่เด็กอายุ 11 ขวบ โดยการบังเอิญอ่านหนังสือของ เดล คาร์เนกี้ ที่กล่าวถึงการตั้งเป้าหมายในชีวิตว่า
1.คนเราจะไม่มีทางประสบความสำเร็จได้เลย ถ้าไม่มีการตั้งเป้าหมายในชีวิต
2. เป้าหมายนั้นต้องไม่ง่ายเกินไป ไม่ยากเกินไปจนเป็นไม่ได้
3. ต้องมีการกำหนดระยะเวลาของแต่ละเป้าหมาย เช่น 3 ปี, 5 ปี,7 ปี
4 ต้องประกาศเป้าหมายให้คนอื่นรู้ เพื่อผลักดันตนเอง
ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่คุณสมคิดเพียงแต่อ่านหนังสือเล่มนั้น แต่เขาเอานำมาปฏิบัติด้วย โดยกำหนดเป้าหมายทีเดียว 5 เป้าหมาย แล้วเขาก็ทำได้สำเร็จจริงก่อนอายุ 25 ปี
ตามที่ตั้งไว้ได้จริงๆ แม้ว่าจะมีความยากเย็นเพียงใด ทำงานจนเลือดออกจมูก ก็ตาม
ไม่เพียงเท่านั้น แม้เขาดูเหมือนจะประสบความสำเร็จในครั้งแรก แต่ไม่นานต่อมา เงินล้านที่เขาหามาได้ ก็นำไปลงทุนจนขาดทุนเกือบหมด เขาได้ตั้งเป้าหมายใหม่อีก 5 อย่าง
เขาทำสำเร็จไปแล้ว 3 แต่อีก 2 นั้น ถ้าจะบรรลุเป้าหมายได้ ต้องตัดสินใจเลือกทางเดินชีวิตอีกเส้นทาง
ในบางครั้ง การต้องตัดสินใจเลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น เลือกอาชีพ วิธีการเลือกของเขา เขาใช้วิธีของ คาร์เนกี้ ที่ว่า ให้เลือกเส้นทางที่จะบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ให้เร็วที่สุด
คุณสมคิดไม่ลังเลที่จะเลือกเส้นทางนั้นๆ แล้วก็ได้ผล
อีกอย่างที่ประทับใจคือ เขาไม่ยอมที่จะไม่ซื่อสัตย์ต่อตัวเอง เมื่อเป้าหมายของเขาคือ ต้องหาเงินให้ได้ 10 ล้าน แต่เมื่อหน้าที่การงานของเขาค่อนข้างมั่นคง ถ้าเขาทำงานต่อไป
ก็สามารถดำเนินชีวิตได้สบายๆ แต่อาจไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ เขาจึงตัดสินใจเลือกเส้นทางเดินชีวิตใหม่ เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายของเขา แม้จะมีความเสี่ยงก็ตาม
การตัดสินใจของเขาในคราวนี้ ดูเหมือนจะไปได้ด้วยดี ถ้าไม่เจอวิกฤตเศรษฐกิจปี 40 ทำให้เขาต้องขาดทุนเป็นจำนวน 5 ล้านบาท ถึงกับคิดอยากฆ่าตัวตาย
ด้วยความที่ว่าชีวิตเขามีหนังสือดีๆให้อ่าน เขาไปอ่านหนังสือของคุณ ฐิตินาถ ทำให้มีกำลังใจในการต่อสู้ชีวิตอีกครั้ง ในที่สุดก็ได้ทำหนังสือ ที่เป็นที่ชื่นชอบของนักอ่านจนติดชาร์ทอันดับขายดี
แต่สุดท้าย หลังจากเขาไปปฏิบัติธรรม 8 วัน เขาก็พบว่า ชีวิตที่เขาอยู่วัดมา 14 ปีนั้น เขาใช้ชีวิต ความคิดที่ผิดหมด การปฏิบัติธรรมทำให้เขารู้จักพัฒนาความคิด และจิตใจ
สุดท้ายเขาฝากข้อคิดที่มีประโยชน์ดังนี้
1. หนังสือดีๆเพียงเล่มเดียว สามารถเปลี่ยนคนได้
2. อย่าหวังเพียงแค่ความสำเร็จ จงหวังที่จะเป็นคนที่มีคุณค่า
3. ความสำเร็จ คือการที่เราทำบรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
แต่ชีวิตที่มีคุณค่า คือ การที่เราบรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้ และเป้าหมายนั้นเป็นประโยชน์ต่อสังคม
ได้ฟังเรื่องราวของเขาแล้ว ต้องเอามาใช้บ้างแล้วล่ะ
Posted by Susan Joan at 11:30 PM 0 comments
Labels: พัฒนาตนเอง
Saturday, March 29, 2008
ใช้ถุงผ้า ลดโลกร้อน
แรกเริ่มเดิมที ก็จะได้ฤกษ์ไปเที่ยวระยองกับครอบครัว plan ไว้ว่าไปเมื่อวาน (28/03/08) แล้วกลับวันนี้ ไปกับเพื่อนบ้านในหมู่บ้าน แต่ไหงไปๆมาๆมีเหตุให้ต้องเลื่อนการเดินทาง ยังไม่รู้ไปที่เมื่อไหร่ เมื่อวานทำเรื่องลาพักร้อนไว้แล้ว ว่าจะยกเลิก แต่ไหนๆก็ไหนๆ ลาแล้ว ไปเดินเที่ยวละกัน (วันลาเยอะ เดี๋ยวใช้ไม่หมด)
ไปงานสัปดาห์หนังสือดีกว่า ไปวันศุกร์ คนน่าจะไม่เยอะ แต่ที่ไหนได้ คนเยอะมากๆเลยอ่ะค่ะ สงสัยช่วงปิดเทอม ก็น่าดีใจนะ ที่คนไทยอ่านหนังสือกันเยอะขึ้น บ้านเมืองก็จะได้เจริญ
ไปเดินเที่ยวได้สักพัก วันนี้ร่างกายไม่ค่อยพร้อม รู้สึกเพลียๆ ได้หนังสือมา 3 เรื่องเองอ่ะค่ะ หมดไป 990 บาท ก็มี สามก๊ก ฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (480฿), โลกของโซฟี (120฿) แล้วก็ Historian
สามก๊กเนี่ย อยากอ่านมานานมากแล้ว ยังไม่มีโอกาสซะที คิดว่า ไหนๆก็ไหนๆ ยิ่งช่วงนี้มี series สามก๊กมาฉายทาง TPBS แต่ว่าไม่ได้ดูอ่ะค่ะ ตัดสินใจซื้อมาอ่านซะ
โลกของโซฟี ได้ยินชื่อมานานแล้ว ลองมาอ่านละกัน (อิอิ คือว่าลด 50% ด้วย)
Historian ปีนี้ ร้านนายอินทร์ เอาเรื่องนี้มาขายอ่ะค่ะ น่าจะสนุก เห็นว่า ขายดิบขายดี กำลังจะทำเป็นหนังด้วย
ไปซื้อหนังสือ ไป shopping เดี๋ยวนี้ lunar ไม่เอาถุงพลาสติกแล้วนะ เอาถุงผ้าติดมือไปด้วยทุกครั้ง ช่วยลดโลกร้อน
รู้สึกดีอ่ะค่ะ อันเนื่องมาจาก หลายวันก่อน เก็บกวาดห้อง แล้วเห็นปริมาณถุงพลาสติกต่างๆ โอ้โห เยอะมากๆ นี่ขนาดอยู่ condo มาได้แค่ 4 เดือนเท่านั้น ยังเยอะขนาดนี้เนี่ยนะ ถึงว่า ทำไมโลกเรามันถึงร้อนขึ้นทุกวัน
รู้สึกดีจัง อยากให้ทุกคนช่วยๆกันด้วยจ๊ะ
Posted by Susan Joan at 8:54 AM 0 comments
Saturday, February 02, 2008
Washing Machine
จากการที่ต้องซักผ้าด้วยมือ มันช่างเหนื่อยซะจริง เพราะกว่าจะกลับถึงบ้าน เหนื่อยจากการทำงาน การเดินทาง (มันก็มีบ้างอ่ะค่ะ แม้ว่าจะอยู่ใกล้ที่ทำงานแล้วก็ตามที) การเล่นฟิตเนส แล้วก็ไม่อยากจะมาเหนื่อยกับการซักผ้าอีก
ในที่สุดก็ตัดสินใจ เอาละ วันพฤหัสละกัน หลังจากเสร็จจากการ training ว่าจะไปซื้อเลยละกันที่ คาร์ฟูร์
ไปถึง เดินดุ่มๆเข้าไปเลย ลองสอบถามแล้ว เจ้าหน้าที่ก็อธิบายให้ฟัง ฝาบน ฝาหน้า ต่างกันยังไง รุ่นไหนน่าซื้อ
ก็ดูๆแล้ว Electrolux ก็น่าจะดี พนักงานบอกว่า รุ่นนี้ซิ วันนี้ราคา 19900 บาท แต่ถ้ามาซื้อพรุ่งนี้ละก็เหลือ 14900 บาท จัดราคาโปรโมชัน 3 วัน
โอ๊ะโอ ยังงั้นเชียวหรือ งั้นก็มาซื้อพรุ่งนี้ก็ OK
เสร็จสรรพ วันรุ่งขึ้นก็ได้ซื้อสมใจอยาก นอกจากราคาจะเหลือ 14900 แล้ว ยังได้ของแถมเป็นมือถือ Samsung รุ่น SGH-C170 มาใช้อีกแน่ะ
ปรากฏว่า เจ้าหน้าที่ที่ดูแลมือถือ คงไม่คุ้นกับเอกสารต่างๆมั้ง แทนที่ใบรับของ(ตู้เย็น)จะเก็บไว้เพื่อเบิกของแล้วจัดส่งให้ลูกค้า ดันให้ lunar เอากลับมาซะนี่
เดือดร้อน lunar วันรุ่งขึ้นแทนที่จะรอเจ้าหน้าที่มาติดตั้งให้อย่างเดียว กลับต้องเอาเอกสารชุดนั้นไปให้เจ้าหน้าที่คาร์ฟูร์ซะนี่
หลังจากติดตั้งเสร็จสรรพ ก็ลองซักซะเลย อิอิ
ก็ว่าอ่านจากคู่มือแล้วนะ เขาให้ตรวจกระเป๋าเสื้อ กางเกงก่อนซัก ว่ามีของอะไรอยู่หรือเปล่า lunar อ่านคู่มือแล้วก็น่าจะง่ายๆ เอาละเริ่มดีกว่า
ปรากฏว่า หลังจากเครื่องปั่นไปได้ซักพัก ก็มองเห็นแบงค์ 20 บาท 3 ใบ ลอยไปลอยมา โอ๊ะโอ เงินถอนจากการซื้อของนี่นา
เปิดฝาเครื่องก็ไม่ได้ มันล็อคซะงั้น จนกว่าจะปั่นเสร็จ ก็ประมาณชั่วโมงครึ่ง หวังว่า แบงค์คงไม่เปื่อยไปก่อนนะ
Posted by Susan Joan at 10:08 PM 0 comments
Sunday, January 27, 2008
ชีวิตที่เปี่ยมด้วยความหมาย

###########################################
เราไม่อาจบรรลุฝันอันสูงสุดของเราได้ โดยการหยุดอยู่ ณ จุดที่เราเป็น
วิธีการ
1. สร้างความรู้สึก สร้างทัศนคติที่ถูกต้อง (สัมมาทิฐิ)
ความคิด ส่งผลต่อจิตใจ และชะตาชีวิต เราสามารถพัฒนาศักยภาพของเราได้
2. รู้จักการเลือก การจัดลำดับความสำคัญก่อนหลัง
เราไม่สามารถพัฒนาศักยภาพของเราในทุกๆด้าน ในทุกๆมิติได้ เพราะข้อจำกัดเรื่อง เวลา เราต้องเลือกว่าจะพัฒนาไปในทิศทางใด แล้วรวบรวมพลังทั้งหมด ไปในทิศทางนั้น
3. รู้จักวิธีการมอง มีวิสัยทัศน์
ผู้นำเห็นมากกว่า, ยาวไกล, เห็นก่อน ผู้อื่น
4. รู้จักวิธีเริ่มต้น
รู้แต่ทฤษฎี แต่ไม่เคยลงมือเริ่มปฏิบัติ
แปลการวางแผน สู่การกระทำ
เตรียมพร้อมรับความเสี่ยง เพราะการเดินตามแผนอาจไม่เป็นที่คาดหวัง
5. รู้จักวิธีคิด
มีความคิดสร้างสรรค์ เพราะเราอาจเจอเหตุการณ์ที่นอกเหนือตำรา
6. รู้วิธีทำให้สำเร็จ มีความรับผิดชอบ (commitment)
การที่เราจะได้อะไรมา ไม่ใช่เรื่องง่ายๆจะต้องมี
มีความมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ มีวิสัยทัศน์ มีเข็มทิศ มีความตั้งใจอันเด็ดเดี่ยว บวกด้วยความพยายามอันสูงสุด
“จงให้ทั้งหมดที่เรามี และเราก็จะได้ทุกอย่างที่เราสมควรจะได้รับ”
เราหลงติดอยู่กับชีวิตที่สุขสบาย

เพราะเรามี Comfort zone เหตุผล
1. ขาดความกระหายใคร่อยาก ขาดแรงกระตือรือร้น แรงจูงใจ ความทะเยอทะยาน
นั่นคือ เราไม่มีความมุ่งมั่น
2. ไม่มีความเต็มใจ ไม่มีความทุ่มเท ดังนั้นเราไม่สามารถสร้างผลที่แตกต่างได้
3. ขาดความเชื่อมั่น มักมีความคิดว่า เราไม่สามารถทำได้ ไม่สามารถเป็นได้
4. มีปัญหาที่เป็นประเด็นส่วนตัว ปัญหาทางใจ ความรู้สึก มันเป็นลูกตุ้มที่มาถ่วงทำให้ไม่ประสบความสำเร็จ
อย่าเอาแว่นขยาย มาขยายจุดอ่อนของเรา
5. ใช้เวลาให้หมดไปกับเรื่องเล็กน้อยจนเกินเหตุ (Micro Management) คนกลุ่มประเภทย้ำคิดย้ำทำ
6. ขาดความคิดสร้างสรรค์ ไม่สามารถใช้ความเชี่ยวชาญที่มีอยู่ ต่อยอด ลูกน้อง ลูกค้า เพื่อนร่วมงาน
7. มีชีวิตอยู่กับอดีต ประสบความสำเร็จ หรือ ล้มเหลว ทำให้ขาดแรงดัน
8. ไม่มีสมาธิ จิตใจจดจ่อ
9. หมดพลัง ทั้งทางกาย ความรู้สึก จิตวิญญาณ
การก้าวข้ามจากความเป็นธรรมดา สู่ความเป็นคนพิเศษ1. ต้องมีความพยายามเป็นพิเศษเพิ่มเล็กน้อย
การเปรียบเทียบกับบุคคลอื่น อย่าให้ความทุกข์เข้าครอบงำ
2. ต้องให้เวลาเป็นพิเศษอีกเล็กน้อย คนที่ประสบความสำเร็จคือคนที่มีความอดทนสูงกว่าคนอื่น
3. ความช่วยเหลือพิเศษเล็กน้อย
มี 2 วิธีที่นำไปสู่ความหายนะ
• ทำตามคำแนะนำของทุกคน
• ไม่ทำตามคำแนะนำของใครเลย
ต้องรับฟังคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ บางคน
4. มองสิ่งต่างๆตามความเป็นจริงขึ้นอีกเล็กน้อย จำกัดขอบเขตให้อยู่ในความเป็นจริง ไม่เช่นนั้น เราไม่สามารถประเมินสถานการณ์ตามความเป็นจริง
5. เปลี่ยนแปลงเป็นพิเศษมากขึ้นอีกเล็กน้อย คนส่วนมากมักยึดติด ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง
ผู้นำ ถ้าเปลี่ยนแปลงเมื่อร้อน นั่นคือ สายเกินไป
6. คิดมากเป็นพิเศษอีกเล็กน้อย (think through) ต้องใช้เวลาในการวางแผน ในการคิด และต้องคิดให้เป็น
7. วางแผนเป็นพิเศษเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย
ทำบัญชี 3 อย่าง
• สิ่งที่เราจำเป็นต้องทำ
• สิ่งที่เราอยากทำ
• สิ่งที่เราไม่จำเป็นต้องทำ และ ไม่อยากทำ
ให้ลบบัญชีที่ 3 ออกไปจากชีวิต
แต่เราดำรงอยู่ได้ตลอดกาล ด้วยสิ่งที่เราให้ไป
Posted by Susan Joan at 10:59 PM 0 comments
Labels: พัฒนาตนเอง
Monday, December 10, 2007
ทีวีของฉัน จะเลือกอะไรดี
เอาล่ะ ยังไงสุดท้ายก็คงต้องซื้อสักเครื่อง การ์ดทีวีนั่นเป็นการแก้ขัดช่วงแรกไปก่อน ตอนที่อะไรมันยังไม่ลงตัว วันนี้ก็ได้ซื้อสมใจอยากซะที
แต่กว่าจะซื้อเนี่ย มันมีเรื่องให้ต้องตัดสินใจเยอะเชียว ยังไงเหรอค่ะ ก็คือว่า ที่ปรึกษาของ lunar แต่ละคนเนี่ย ดีๆทั้งนั้น
Biere : ซื้อ LCD ซิพี่ รุ่นนี้ก็ดีนะ Sony Bravia สมัยนี้เขาซื้อ LCD กันแล้ว ไม่มีใครใช้จอแบนแล้วละ
lunar : (อือม.. ก็น่าสนใจ ดู DVD ภาพชัดใสแจ๋ว แต่เวลาจะดูทีวีเนี่ยซิ ดูแล้วมันให้ความรู้สึกเหมือนดู vcd ยังไงก็ไม่รู้ ภาพมันเป็นแบบ สี่เหลี่ยมๆอ่ะ ราคาก็เหยียบ 3 หมื่น ไม่ไหวๆ )
Aey : เราว่า ซื้อจอแบนมันก็ยังได้นะ ภาพก็ไม่ได้ขี้เหร่อะไร ราคาก็ประมาณหมื่นเศษๆ ยังมีเงินเหลือไว้ซื้ออย่างอื่นได้อีก ก็ซื้อแบบที่มัน slim แล้วอีกอย่าง ถ้าเน้นดูทีวี จอแบนก็น่าจะดีกว่า
lunar : (อือม ใจจริงก็อยากซื้อจอแบนแต่แรกแล้วล่ะ แต่พอเห็นภาพของจอ LCD ทำให้ลังเลเหมือนกัน แล้วอีกอย่าง trend ในอนาคต ตลาดก็เล่นแต่จอ LCD ถ้าคิดว่า ซื้อทีวีสักเครื่องหนึ่งแล้วใช้นานๆไปเลยก็น่าจะดี ติดตรงเรื่องที่ดูทีวีแล้วภาพมันไม่ได้เรื่องเนี่ยซิ กับเรื่อง money เฮ้อ )
Ti : ผมว่า ถ้าเป็นผมนะ ผมจะซื้อ จอ monitor LCD แล้วก็ซื้อการ์ดทีวีมาต่ออ่ะ ราคาต่ำกว่าซื้อโทรทัศน์ LCD แล้วเวลาที่ต้องการใช้จอคอมพิวเตอร์ ก็สามารถเอามาใช้ได้ ได้ประโยชน์หลายอย่าง คุ้ม
lunar : (อือม ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ ได้ LCD ในราคาจอแบน แต่ก็นะ ยังไงก็ยังอยากได้ทีวีมากกว่า ถ้าเทียบกันว่าจะต้องซื้ออุปกรณ์ตั้ง 2 อย่าง หากอย่างใดอย่างหนึ่งเสีย ก็ไม่สามารถดูทีวีได้นะซิ แล้วอีกอย่าง หน้าจอ monitor เนี่ยก็ขนาด 21 นิ้วเองนะ เล็กไปอ่ะ ส่วนเรื่องต่อกับ notebook ก็อาจไม่จำเป็น นานๆใช้ที)
เฮ้อ คิดแล้วกลุ้ม ตัดสินใจอยู่นานมากเลยอ่ะ แต่สุดท้ายหลังจากใคร่ครวญอยู่นาน ก็ตัดสินใจ 29 นิ้วจอแบน แล้วกัน เหตุผล
1. ไม่ได้อยู่คอนโดทุกวัน เสาร์-อาทิตย์กลับบ้าน
2. ส่วนใหญ่ 95% ดูทีวี ไม่ค่อยได้ดู DVD (ทั้งๆที่เป็นคนชอบดูหนังอ่ะ) กว่าจะกลับถึงคอนโด ก็ 2 ทุ่มแล้วมั้ง
3. ราคาพอรับได้
ก็ไปซื้อที่คาร์ฟูร์ เลยละกัน ซื้อวันนี้ ได้ SAMSUNG SlimFit 29" ตอนแรกกว่าจะส่งได้อีกเกือบสัปดาห์ lunar ก็บอกคนขายว่า โห นานจัง ส่งวันนี้ไม่ได้เหรอ อยู่ใกล้ๆแค่นี้เอง
คนขายก็ตัดสินใจสักพัก บอกว่า ถ้าจ่ายเงินสด ก็ OK ไปส่งให้เลยแถม DVD อีกเครื่อง lunar ก็เลยตกลง
เฮ้อ กว่าจะได้ทีวีมาดูสักเครื่องเนี่ย ต้องผ่านกระบวนการตัดสินใจ และขวากหนามหลายด่านเหมือนกันนะเนี่ย
Posted by Susan Joan at 8:04 PM 0 comments
Tuesday, December 04, 2007
เขตห้วยขวาง : ขอรายการตัวฮับ
วันนี้ lunar ลาพักร้อนดีก่า ว่าจะไปทำเรื่องขอย้ายเข้าซะหน่อย หลังจากปล่อยให้ทะเบียนบ้านว่างไม่มีเจ้าบ้านมา 2 เดือนกว่าๆ
เป็นคนกรุงอีกครั้ง หลังจากเป็นคนชานเมืองมากว่า 10 ปีล่ะ
เขตห้วยขวางก็อยู่ไม่ไกลจากบ้าน lunar มากนัก น่าจะประมาณ 700 เมตร พอเดินได้
ใช้เวลาไม่นานนัก คนก็ไม่มาก อีกอย่างเดี๋ยวนี้ระบบราชการก็พยายามปรับเปลี่ยนให้ทันสมัย ก็ถือว่า OK อ่ะค่ะ
(แต่มีอยู่อย่างที่ตะหงิดๆใจ ทำไม เจ้าหน้าที่ที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ ถึงไม่ไปเรียนพิมพ์ดีดนะ มัวแต่จิ้มทีละตัว)
เสร็จสรรพ กลับมาจัดการเรื่องกลอนประตูห้องดีกว่า หลังจากที่กลอนประตูเดิมที่มาจากโครงการไม่สามารถล๊อคได้
หลังจากที่ช่างมาดูๆแล้ว ก็สันนิษฐานว่า ประตูห้องใหญ่เกินไป มันตกอ่ะ (ซะงั้น) ต้องแงะๆไม้ออกซะหน่อย สุดท้ายก็สำเร็จ
หลังจากที่แปลงร่างเป็นนังแจ๋วประมาณเกือบ 2 ชั่วโมง (ซักผ้า+ทำความสะอาดบ้านทั้งหลัง)อย่ากระนั้นเลย ไปตะลอนเดินเที่ยวดีกว่านะ
ไปหาไรกินที่เยาวราชดีกว่า แล้วก็ไปเดินสำเพ็ง
เดินสำเพ็งเนี่ย ถ้าจะซื้อของสักชิ้น คงไม่เหมาะ ต้องซื้ออย่างน้อย 3 ชิ้น ถึงจะเรียกว่าขายส่ง แล้วได้ราคาส่ง ไปเห็นเสื้อ kitty น่ารักมากๆ แต่ต้องซื้อ 3 ตัว ถ้าซื้อตัวเดียวมันก็ได้นะ แต่บวกราคาไปอีกตั้งเยอะ
สรุปก็ไม่ได้ไรเลย ได้เหยือกน้ำมาเหยือกหนึ่ง แล้วก็ของกิน แหะ แหะ
เย็นย่ำค่ำรุ่งแล้ว วันนี้มีจุดพลุไซโก้ที่สนามม้านางเลิ้งซะด้วย ชั่งใจอยู่ อยากไปดูเหมือนกัน แต่เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ต้องกลับบ้านที่โน้นซะด้วย เลย bye ซะ
Posted by Susan Joan at 9:15 AM 0 comments
Saturday, November 24, 2007
ลอยกระทง 2007
วันเพ็ญเดือน 12 ปีนี้ ได้ออกไปเที่ยวงานลอยกระทงอีกแล้ว 2-3 ปีหลังเนี่ย พยายามออกไปเที่ยวทุกเทศกาลเท่าที่ทำได้
แม้ว่าจะผิดคาดไปหน่อย เพราะตอนแรกกะว่า จะไปเที่ยวที่ฉะเชิงเทรา หลังจากเที่ยวรอบที่แล้ว ได้ยินเจ้าหน้าที่ชักชวนให้มาเที่ยวงานลอยกระทง แต่เนื่องจากหลายๆไม่ค่อยลงตัว ก็เลยไปเที่ยวที่กรุงเทพนี่ละกัน
ในกรุงเทพ lunar ก็นึกไม่ค่อยออกว่าจะไปไหนดี นึกได้แต่สวนสันติชัยปราการเนี่ยแหละ เพราะปีที่แล้วก็ไปมา ปีที่แล้วเน้นไปดูเรือที่ประดับไฟต่างๆ มากกว่า ไปเที่ยวงานลอยกระทง
ปีนี้ไปกันทั้งหมด 4 คน เอ๋-เค็ง โต้ง นัดเจอกันที่ default gateway (แหะ แหะ ติดศัพท์ทาง network เยอะไปหน่อย) ก็หัวลำโพงเหมือนเดิม
สถานที่แรกที่ไป ไปนี่ก่อนเลย วัดสระเกศ บรรยากาศแบบงานวัดเนี่ย ต้องที่นี่แน่นอน
ไปถึงก็ต้องเข้าโบสถ์ ไปไหว้พระกันก่อน รับน้ำมนต์เพื่อเป็นสิริมงคลกันซะหน่อย
เสร็จแล้ว ก็กะกันว่าจะไปเดินขึ้นภูเขาทอง ดูบรรยากาศงานวัดยามค่ำจากที่สูงซะหน่อย
ระหว่างทาง เจอร้านก๋วยเตี๋ยวกะลา เห็นแปลกดี แวะกินรองท้องกันก่อนอ่ะ
lunar สั่งก๋วยเตี๋ยวต้มยำ รอตั้งนาน ไม่เห็นจะมีลูกค้าเลย ไหงแม่ค้าไม่ยอมทำให้ซะกะที ดูๆเหมือนจะไม่รับมุขกับคนรับ order ยังไงยังงั้น กลุ่มของ lunar เกือบจะล้มโต๊ะไม่กินซะแล้ว
ก็เลยที่ตั้งใจว่าจะมาหาของกินเป็นงานเป็นการ ก็ไม่เอาละ เจอไรน่ากิน ก็แวะกินไปเรื่อยๆละกัน
ก่อนขึ้นไปบนภูเขาทอง เจอขนมเบื้องน่ากินมาก ซื้อมา 20 บาท โอ้โฮครีมเยอะจริงๆ อร่อย แต่กินเยอะไม่ดีต่อพุงนะ ก็เลยแบ่งๆให้เพื่อนร่วมก๊วน จะได้แบ่งกันอ้วนๆด้วย
ว่าจะเดินขึ้นไปบนภูเขาทองล่ะ แต่ไหงเดินไปได้สักพัก ไอ้ป้ายที่ตอนแรกบอกว่า เป็นทางขึ้น กลับกลายเป็นทางลงซะงั้น งงๆกันอยู่ พอสอบถามเจ้าหน้าที่ ก็ได้ความว่า ต้องเดินไปขึ้นอีกทางหนึ่ง
พวกเราก็เลยเดินลงมา กะว่าจะไปขึ้น แต่แล้วก็เปลี่ยนใจ ไปสวนสันติชัยปราการกันเลยดีกว่า
จริงๆแล้วจุดมุ่งหมายหลักที่จะมา สวนสันติฯในวันนี้ นอกจากงานลอยกระทงแล้ว อีกจุดประสงค์หนึ่งที่จะมาคือ ร้านโรตีมะตะบะ อันลือชื่อแห่งถนนพระอาทิตย์นั่นเอง
ปรากฎว่า วันนี้ร้านแน่นมากๆ คนรอเข้าคิวก็เยอะซะ.. ซึ่งในวันปรกติคนก็แสนจะแน่นอยู่แล้ว ปรากฎว่ารอประมาณครึ่งชั่วโมงกว่าจะได้คิว
รอครึ่งชั่วโมง แต่กินจริงๆใช้เวลาประมาณ 10 นาที เท่านั้น
วันนี้สั่ง โรตีเปล่า 3, มะตะบะ, ซุปไก่ (อาหารหลัก) แล้วก็ลอง ปอเปียะ ซึ่งก็ไม่ค่อย work อ่ะค่ะ
ปรากฎว่า ผลจากการรอกิน โรตีมะตะบะ ทำให้วันนี้พลาดดูเรือจนได้ ไปถึง เห็นแค่เรือลำสุดท้ายซะเนี่ย
ปีนี้ lunar อยากลอยกระทงแหะ ก็เลยซื้อกระทงมา 30 บาท แต่ไหงพอเปิดดูข้างใน กลายเป็นโฟมไปซะนี่
กำลังเดินจะไปลอยกระทงซะหน่อย เห็นบางคนถือกระทงกิ๊บเก๋มากๆ เป็นดอกบัว (ดอกค่อนข้างใหญ่)ดอกเดียว พับกลีบดอกเหมือนถวายพระ ตรงกลางมีเทียน 1 ดอก อือม.. แค่นี้ก็ดูน่ารัก ok มาก ปีหน้า lunar ขอเลียนแบบบ้าง
ปีนี้ ที่สวนสันติฯ มีการจัดงานหลายอย่าง ซึ่งต่างจากปีที่แล้วที่ไม่มีกิจกรรมอะไรเลย ซึ่งทำให้ปีนี้ดูคึกคัก คนมาเที่ยวงานกันเยอะมาก มีการปล่อยโคมยี่เป็ง แต่ปล่อยไม่เยอะ เหมือนกับตั้งจุดไว้ให้บริการนักท่องเที่ยว ถ้าใครอยากปล่อยโคม ก็ให้มาปล่อยเป็นจุดๆ
รอบๆงานมีการแสดง มี 2 ฝั่ง ฝั่งหนึ่งเน้นดนตรีไทยๆ มีการแสดงต่างๆ เช่นประวัติของเทศกาลสงกรานต์ ส่วนอีกฝั่งกลับเป็นการแสดงคอนเสริต์ ของนักดนตรีกลุ่มต่างๆ ดูๆมันไม่ค่อยเข้ากันเลย
ที่สวนสันติฯนี้ เหมาะกับการแค่มาเดินเที่ยว ไม่เหมาะกับการมาลอยกระทงเลย เพราะเราจะไม่สามารถลอยกระทงเองได้ ต้องเข้าแถวต่อคิว แล้วจะต้องให้เจ้าหน้าที่ช่วยหย่อนกระทงลงไปที่แม่น้ำ
เจ้าเอ๋ ดูๆเห็นคิวแล้วก็คิดว่า มี shotest path ที่ไม่ต้องรอเข้าคิว
หลังจากที่มองๆแม่น้ำแล้ว ลองกะความสูง ในที่สุด เขาก็หย่อน(กึ่งโยน)กระทงลงแม่น้ำไปเลย (ไม่ต้องมีการจุดเทียน) เก่งจัง ไม่คว่ำซะด้วย
lunar เห็นอย่างนั้น ก็เลยรีบอธิษฐาน แล้วก็
"เอ๋ ขอใช้บริการวิธี shotest path ด้วยซิ"
Posted by Susan Joan at 1:33 PM 0 comments
Labels: Unseen BKK
Saturday, November 17, 2007
Aey Wedding
เดือนนี้ได้ยินว่า เป็นเดือนแห่งการแต่งงานของปีเลยก็ว่าได้ เพราะได้ยินหลายๆคนบ่นอุบว่า ได้ซองแต่งงานกันเพียบ รวมทั้งเหล่าดาราก็พากันแต่งงานไปหลายคน
รวมทั้ง เอ๋-เคง อีกคู่ด้วยอ่ะ
คบกันมานาน ตั้งแต่สมัยเรียน ปี 1-2 กันแน่ะ
งานแต่งงาน จัดแบบเรียบง่าย สบายๆ กันเอง จัดงานที่ร้าน Polar Polar ตอนเช้าเป็นงานหมั้น ส่วนงานเลี้ยงก็กินเลี้ยงแบบบุฟเฟต์มื้อกลางวัน
lunar ไปตั้งแต่เช้า 7.30 น. ไปเช้ากว่าเจ้าบ่าว เจ้าสาวซะอีก ก็ยังดีนะที่มีเจ้าเบียร์ไปด้วย ไม่งั้นนั่งเอ๋อ อยู่คนเดียวแน่เลย
รอสักพัก เจ้าบ่าว เจ้าสาว ก็มาละ lunar กับเบียร์ กินข้าวเช้ายังไม่เสร็จเลย ต้องออกไปร่วมพิธีซะแล้วเนื่องจากครอบครัวเคง เป็นครอบครัวไทยเชื้อสายจีน งานพิธีตอนเช้า จึงจัดแบบจีนผสมไทย มีการแห่ขันหมาก ผสมกับหาบของที่ใช้ในงานหมั้นอยู่ในภาชนะแบบนี้อ่ะค่ะ
lunar ไม่แน่ใจว่าเรียกว่าอะไร ตอนแรก lunar ก็อยู่ฝ่ายเจ้าบ่าวดีอยู่หรอก ตอนช่วยถือสินสอดทองหมั้นไปขอเจ้าสาว แต่พอเห็นว่ามีกั้นประตูเท่านั้น ก็รีบเปลี่ยนเป็นฝ่ายเจ้าสาวทันที แหะแหะ (ก็แหม lunar ก็รู้จักทั้งเจ้าบ่าว กับเจ้าสาวนี่นา
อันเนื่องจากงานนี้ เจ้าบ่าวเน้นการใช้ human resource อย่างมีประสิทธิภาพ lunar กับน้องๆในทีม ก็เลยช่วยกันจัดแจงช่วยแจกของชำร่วยและบริการให้เขียนคำอวยพรให้กับแขกผู้มาในงานงานนี้จัดได้น่ารักอ่ะค่ะ ในเรื่องของการเขียนคำอวยพร โดยไอเดียของงานคือจะไม่เขียนในสมุดไดอารี่เล่มโตๆ แต่จะเขียนลงในรูปของเจ้าบ่าวเจ้าสาว เป็นขนาด postcard โดยจะมีรูปทั้งคู่อยู่ครึ่งรูป อีกครึ่งให้สามารถเขียนคำอวยพรได้
หลังจากเขียนแล้ว ก็จะนำมาหนีบติดอยู่บริเวณรอบๆงาน ดูเก๋ไก๋น่ารัก ไม่ซ้ำแบบใครดีอ่ะค่ะ
งานนี้ lunar ได้เจอน้องๆที่เคยทำงานที่ true แล้วออกไปตั้งหลายคน ทั้ง เอ๋(ขาว) นุ้ย-หนุ่ม ตี๋ เชิด ขาด นพพร กับตาลอ่ะ
ช่วงไฮไลท์ของงาน น่าจะเป็นการฉาย flash ของทั้งคู่ งานนี้ฮาสุดๆ น่าจะเป็นเรื่องของเจ้าบ่าวตอนเด็ก ก็แหมคนไร ผอมสุดๆ ผอมดำอีกต่างหาก งานนี้เรียกเสียงฮาได้เยอะทีเดียว
หมดจากการฮาแล้ว บทซึ้งก็ซึ้งซะทำได้ดีทีเดียว ก็แหมเจ้าบ่าวเล่นร้องเพลงสดแบบไม่ต้องมีดนตรี "เพลงรักเธอมากกว่าใคร" ของปั่น เท่านี้ก็ทำเอา บรรยากาศตลบอบอวลไปด้วยความหวานและซาบซึ้งเลยทีเดียว
มีความสุขไปอีกคู่ ยินดีด้วยนะจ๊ะ
Posted by Susan Joan at 8:44 PM 0 comments
Sunday, November 11, 2007
11-11 D-Day:My Home
วันนี้แล้วซินะที่ lunar จะย้ายเข้าบ้านอย่างเป็นทางการซะที
lunar ขอเรียกว่าบ้านแล้วกันนะ แม้ว่าใครๆจะเรียกว่า คอนโดมีเนียม ก็ตามที
กำหนดการ 9 โมงเช้า เอาฤกษ์เอาชัยต้องเดินผ่านประตูบ้าน ไปถึงก่อนเวลา ก็ต้องไปไหว้ศาลพระภูมิ ศาลตายาย ไหว้เจ้าที่เจ้าทาง ซะก่อน เสร็จสรรพ ปรากฏว่า เพิ่งจะ 8 โมงกว่าๆ เท่านั้น ทำให้ต้องรอแกร่วอยู่หน้าประตู ประมาณครึ่งชั่วโมง
พอ 9 โมงปุ๊บ ก็ไขประตูเข้าบ้าน
ว่าแล้วก็ต้องลองนอน นอนกลิ้งไปกลิ้งมาสักพัก ถือว่าได้นอนเป็นพิธีการแล้ว
หลังจากพิธีการแบบเรียบง่ายเสร็จสิ้น ฉลองด้วยการกิน MK ซะ
วันนี้ lunar เดิน shopping ซื้อของเข้าบ้าน พวก ของใช้ภายในบ้าน ของใช้ส่วนตัว เล็กๆน้อยๆ ยังไม่ได้ซื้อของชิ้นใหญ่ไรเลย ปรากฎว่า หมดไป 3734 บาทซะแล้ว
คืนนี้เป็นคืนแรกที่จะนอนบ้านใหม่ จะนอนหลับมั๊ยน๊อ
ห้องยังไม่ค่อยเรียบร้อยเท่าไร ยังขาดเฟอร์นิเจอร์อีกหลายชิ้น เดี๋ยวค่อยๆจัดหามาละกัน
Posted by Susan Joan at 8:10 PM 0 comments
Tuesday, November 06, 2007
LAO : Day 5 - เวียงจันทน์
ถึงเวียงจันทน์ประมาณ ตี 5 ด้วยร่างกายที่สะบักสะบอม ลงจากรถ ก็นั่ง sky lab ไปที่ท่ารถที่จะไปอุดร
ไปถึงก็แวะล้างหน้าล้างตากันก่อน กว่าจะเปิดให้บริการขายตั๋วได้ก็โน้นแนะ 7-8 โมงเช้า
กะว่าจะนั่งรถรอบ 10 โมงเข้าอุดรละกัน แต่ที่นี่เขาไม่เปิดขายตั๋วล่วงหน้า ต้องมาซื้อประมาณ 9 โมงเช้า ก็เลยไปเดินเที่ยวเวียงจันทน์ละกัน
มาถ่ายรูปที่ประตูชัยกันซะหน่อย วันแรกที่มาแค่เซิร์ฟๆยังไม่พอ
เสร็จสรรพจากประตูชัย ไปไหนกันต่อดี ไปพระธาตุหลวงละกัน
ระยะทางจากประตูชัย ประมาณ กิโลกว่าๆ ระหว่างทางเลยแวะร้านข้างทาง หาอะไรรองท้องกินดีกว่า
ได้เฝอมาชามหนึ่ง (เฝออีกแล้ว) พี่ตุ่มสั่งขนมปังฝรั่งเศสมากินด้วย แต่ lunar ไม่ได้ลองอ่ะนะ
เพิ่งสังเกตว่า อาหารที่ลาวเนี่ย จะใส่ผงชูรสเยอะมาก เนี่ยมา 3-4 วันแล้วไม่รู้ว่ากินเข้าไปเป็นถุงๆแล้วหรือยัง ก๋วยเตี๋ยวชามนี้ ก็เลยบอกว่า ไม่เอาผงชูรสนะ
ที่พระธาตุหลวงเนี่ย ตอนแรกเดินเที่ยวรอบๆ พอเดินมากับพี่แหม่ม เห็นทางเข้าไปในพระธาตุหลวง ซื้อบัตรในราคา 5000 กีบ อือม.. ค่าเข้าชมที่นี่ถูกกว่าที่อื่นแหะ เลยเข้าไปกับพี่แหม่มแค่ 2 คน
ข้างในสวยดีอ่ะค่ะ ได้ไปถ่ายรูปพระธาตุใกล้ๆ พอดีวันนี้ท้องฟ้าเป็นใจเป็นสีฟ้าสวยสด ไม่มีเมฆสักนิด เป็นฉากหลังที่สวยงามจริงๆ
นั่ง sky lab กลับมาซื้อตั๋วที่ท่ารถ โชคดีที่เปิดขายตั๋วแล้ว แล้วก็โชคดีอีกอย่างที่เหลือตั๋วแค่ 6 ใบ
มีเวลาอีกนิดหน่อย ลูกทัวร์ยัง shopping ไม่ซะใจ ไปเดินดูของในตลาด
lunar ไม่ได้ซื้อไรอีก เพราะมีแต่พวกเครื่องใช้ไฟฟ้า แต่แวะซื้อ เบยลาว (เบียร์ลาว) มา 2 กระป๋อง กะว่าจะไปฝากเจ้าแอนกับเอกซะหน่อย น่าจะถูกใจ
ปรากฏว่าเจ้าเบียร์ ขนเบียร์มาประมาณโหลนึง มาถึงก็จะมาใส่กระเป๋าของ lunar Oh!No กระเป๋าของ lunar ไม่มีที่ว่างอีกแล้วอ่ะ
นั่งรถเข้าอุดรมาถึงประมาณบ่ายโมง เห็นนู๋กุ้งโทรถามเพื่อนว่า ที่นี่มีร้านอาหารตรงไหนบ้าง เพื่อนแนะนำไปกินแหนมเนือง แต่ดูเหมือนจะอยู่ไกลออกไปหลายกิโล เลยว่าไม่ไปดีกว่า
ไปห้าง Lotus แถวนี้ละกัน ข้าวกลางวันเอาแบบสบายๆกิน KFC ละกัน
เหลือเวลาอีก 2-3 ชั่วโมง lunar กับ เบียร์ ก็เลยไปนวดตัว นวดเท้ากันซะหน่อยแก้เมื่อยอ่ะ
พอได้เวลาพอสมควร ก็เหมารถไปท่าอากาศยานอุดร
ที่นี่ พวกเรายังได้ของฝากชิ้นสุดท้าย เป็นแหนมเนืองอุดรซะงั้น lunar ซื้อชุดใหญ่เลย 160 บาท ถ้าซื้อชุดเดียวสามารถถือขึ้นเครื่องได้ ซื้อมากกว่านั้นต้องโหลดไป
...
จบแล้วอ่ะ ทริปหลวงพระบาง มันส์ สนุกดี แม้จะเหนื่อยบ้างก็ตาม
หมดไปกับการท่องเที่ยวครั้งนี้ ประมาณ 5000 บาท ไม่รวมของฝาก ไม่น่าเชื่อเลยเน้อ
...
ปล. รูปภาพในทริปคราวนี้ทั้งหมด มาจากกล้องของ lunar, เบียร์ แล้วก็พี่แหม่ม lunar ขอหยิบยืมมาใช้แต่ง blog ต้องขอขอบคุณเจ้าของภาพด้วยนะคะ
Posted by Susan Joan at 8:21 AM 0 comments
Labels: ท่องเที่ยวต่างประเทศ



